รีวิว: Post Carry Transfer Case กระเป๋าจักรยานไซส์มินิสะพายหลังได้

ตามหากระเป๋าจักรยานไซส์มินิ

ประมาณช่วงเดือนตุลาคมระหว่างที่ผมไถฟีด Facebook ตามปกติ ก็เจอมิตรสหายท่านหนึ่งแชร์โพสของกระเป๋าใส่จักรยานเพื่อการเดินทางยี่ห้อ Post Carry เลยกดตามไปดูครับ เป็นรุ่น Transfer Case เห็นแล้วสนใจเพราะว่าขนาดมันเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับกระเป๋าจักรยานที่เคยใช้และเคยเห็นคนอื่นใช้ด้วย

แต่ดูแล้วข้อเสียคือ ต้องขยันถอดหลายชิ้นหน่อย เพราะในวิดีโอสาธิตการแพ็คจักรยานของเขานี่แทบจะเรียกได้ว่า ชำแหละรถแบบตอนส่งมาจากโรงงานล่ะครับ แต่ผมว่าก็น่าสนใจอยู่ดีเพราะขนาดเล็กเหมาะกับชีวิตติดเท้าช่วงนี้

ที่สำคัญคือ เวลาไม่ใช้ก็พับเก็บได้ ไม่กินที่ ผมเดินทางต่างประเทศบ่อย บางทีลากกระเป๋าขนาดใหญ่ไปมาก็ไม่สะดวกเท่าไร เวลาไปโรงแรมก็เก็บลำบากครับ

เมื่อความคันบังเกิดก็เลยติดต่อทางผู้ผลิตไปขอมารีวิวซิ ถ้าเวิร์กก็จะได้ซื้อเลย คุยไปคุยมาก็พบว่าตัวบริษัท Post Carry นี่ตั้งอยู่ที่เวียดนามนี่เองครับ ไม่ไกลกันจากบ้านเรามากนัก แล้วบังเอิญเจ้าของเขาทิ้งกระเป๋าไว้ให้เพื่อนที่กรุงเทพลองใช้หนึ่งใบ เลยได้มาลองสำหรับทริปปั่นเชียงใหม่พอดี

อันนี้ภาพโฆษณาในเว็บ Post Carry
ส่วนรูปนี้ดูกระเป๋าจากหลายๆ มุม

 

First Impression

ใบที่ผมได้มาไม่ใช่ของใหม่กิ๊ง ตอนเจอทีแรกเลยงงๆ หน่อย เพราะมาแบบแกะแล้ว แล้วก็ไม่มีคู่มือ เลยต้องมาอาศัยเปิดคลิปดูวิธีการใช้เอง

หลักๆ ที่ดูคือวัสดุผ้าชั้นนอกที่ดูหนาทนทานดี เป็นแบบดำด้าน ซิปใช้ของ YKK ตามมาตรฐาน ก็อุ่นใจได้ระดับหนึ่ง

ดีเทล์ต่างๆ

ตัวกระเป๋าก็เป็นเหมือนกระเป๋าผ้าไนลอนนี่ล่ะครับ แต่ทีเด็ดของมันก็คือ โครงสร้างภายในที่เป็นเหมือนกระดานยาวๆ หักได้สองจุด มีสองแผ่น และถอดออกได้ เราก็เอาเจ้าสองแผ่นนี้สอดเข้าไปในจุดที่เขาเตรียมไว้ ก็จะได้โครงดันกระเป๋าให้เป็นทรงแบบที่เราเห็นนั่นล่ะครับ

เจ้าตัวโครงนี้ผ่าข้างใน ตรงกลางเป็นพลาสติกแข็งที่ทำแบบโครงสร้างตรงกลางจนแข็งแรงพอ ประกบด้วยโฟมหนาแน่นอีกทั้งสองด้าน ไม่ค่อยห่วงเรื่องความแข็งแรงครับ ส่วนข้างในก็มีช่องใส่ล้อหน้า ล้อหลังพร้อมซึ่งในนั้นก็มีช่องใส่ของเล็กๆ น้อยๆ อีก กับตัวหุ้มเฟรม และตัวหุ้มจานหน้า

เจ้า Post Carry Transfer Case มีสองขนาดคือ 135 และ 150 ลิตร ซึ่งผมใช้ 135 ลิตร (น้ำหนักที่เคลมมาคือ 5.4 กับ 5.7 กิโลกรัมตามลำดับ) พอดีกับรถขนาด 56 ของผม ซึ่งเป็นขนาดใหญ่สุดที่ใส่ได้ แม้จะเป็น Trek Emonda ที่มี seatmast เป็นกระโดงก็ไม่มีปัญหาอะไร รายละเอียดอื่นๆ ที่ผมว่าเนี้ยบดีก็คือ สายสะพายไหล่ ที่มีช่องให้เก็บเรียบร้อย เวลาจะใช้ก็ดึงออกมา ล็อคกับตัวล็อคที่อยู่ด้านล่าง (ที่มีช่องให้เก็บเนี้ยบๆ เช่นกัน)

เวลาม้วนกระเป๋าเก็บ ก็สามารถเปิดซิปดึงเอาสายรัดออกมาล็อคเก็บให้เรียบร้อยจัดว่าเก็บงานได้เรียบร้อยดีครับ

 

ทดลองแพค

วิธีการแพ็คเนี่ย ดูวิดีโอสาธิตเขาจะง่ายกว่าครับ แต่อย่างที่บอกคือเป็นกระเป๋าที่เราต้องถอดชิ้นส่วนจักรยานทั้งคัน กระทั่งตะเกียบก็ต้องถอด และแน่นอนว่าก็ต้องเปลี่ยนโซ่เป็นแบบควิกลิงค์ด้วยนะครับ (และต้องมีคีมปลดด้วย กลายเป็นว่าต้องเพิ่มของที่ต้องพกอีกอย่าง)

ตอนถอดรถก็แยกแล้วก็จับยัดๆ เข้าไปตามช่องที่เขาสาธิต จุดดีคือมีช่องที่ยืดได้ที่เอาไว้เสียบนั่นนี่ลงไปให้อยู่กับที่ โซ่กับบันไดก็เอาไปใส่ในซองในช่องใส่ล้อได้ แนะนำว่าควรพวกถุง Ziplock เอาไว้แยกของพวกนี้ครับ

 

วิดีโอสาธิต

เวลาใส่รถเข้าไปหมดแล้ว จะมีปัญหานึงคือตัวเฟรมมันขยับได้ ถ้าจะให้ดี เอาพวกเสื้อผ้าที่ใส่ถุงแยกเวลาเดินทางยัดลงไปให้มันอยู่ตัวครับ (เดินทางบ่อยๆ ซื้อไว้ก็ดีครับ ไม่กี่ตังค์ กระเป๋าเรียบร้อยดีด้วย หล่อ) ถ้ากลัวแฮนด์ขยับไปมาโดนเฟรม ก็เอาเทปพันสายไฟมาพันล็อคไว้ก็ได้ แต่ระวังเทปจะดึงเทปพันแฮนด์ลอกได้ อันนี้ประสบการณ์ตรง

ส่วนที่น่ารำคาญหน่อยคือไม่มีที่ใส่หมวกกันกระแทกให้ ของแบบนี้ถ้าปล่อยให้มันขยับไปมาเวลาขนก็ลำบาก ดีที่ผมมีถุงใส่หมวกจากหมวกใบเดิม เลยเอาแผ่นกันกระแทกใส่เข้าไปข้างในแล้วเอาหมวกใส่แล้วรูดปิด ยัดลงในช่องท่อนั่งกับตะเกียบหลัง ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่โดนกระแทกเป็นรอบได้ครับ

รถผมไซส์ 56 ก็เลยพอดี มีที่เหลือเผื่อหลักอานแบบ Seatmast
Tag ข้างในมีสตอรีแบรนด์

ถ้าจัดโครงมันให้ดี ก็จะออกมาดูดีไม่เบาเลย ถ้าไม่ดีก็จะบวมๆ เอียงๆ หน่อย ตรงกลางจะป่องๆ เพราะล้อครับ ทีนี้จะลากก็ได้ แต่เพราะมันมีสองล้อ เราเลยต้องยกแล้วลาก ลำบากนิด ถ้าใครไม่ชอบ ก็เอาสายสะพายออกมา แล้วสะพายเดินได้ครับ ผมทำมาล่ะ พอได้ครับ เดินได้ไม่มีปัญหา

เวลาแบกสะพาย ก็จะเหมือนเซนต์เซย่าแบกกล่องชุดคลอธหน่อย

 

ใช้งานจริง

เรื่องการแพ็ครถ บอกตรงๆ ว่าทีแรกก็ลำบากเหมือนกัน เพราะผมเองก็ไม่ใช่คนถอดชิ้นส่วนคล่อง ก็อาศัยดูอาจารย์ YouTube นั่นล่ะครับ มีสอนทุกอย่าง ที่สำคัญคือ หา Ziplock กับถุงย่อยแบ่งอุปกรณ์จะช่วยให้เราแพคสะดวกมากขึ้น ตอนผมถอดแยกส่วนทีแรกกินไปครึ่งชั่วโมง แต่พอเริ่มชินแล้วทำแป๊บๆ ก็เสร็จครับ ของแบบนี้ฝึกกันได้ แต่จะไม่ค่อยชอบตรงที่จัดการเก็บจักรยานเสร็จ กระเป๋ามันจะดูป่องตรงกลางชวนให้รู้สึกเป็นห่วง

ให้ดูขนาดเวลาอยู่บนรถกขนสำภาระในสนาบิน

ข้อดีของมันคือ การที่มันสะพายได้นี่ล่ะครับ วันจะออกจากกรุงเทพ ผมลืมไปว่ามันเป็นเช้าวันทำงาน แถวบ้านผมรถติดจนเรียกแท็กซี่ไม่ได้ ไม่รู้จะทำไง สะพายมันเลยครับ แล้วเรียกวินมอไซค์หน้าปากซอย ทีแรกเขาก็เบ้ปาก ไม่ไหวหรอก ก็บอกว่า จ่ายเท่าตัว จบครับ ไปได้ทันที ก็แบกขึ้นวินไปลงรถไฟใต้ดิน ก็ไม่โดนตรวจอะไร นั่งไปจตุจักร แล้วต่อรถเมล์ A1 ไปลงดอนเมือง สรุปค่าเดินทางไม่ถึง 100 บาท เช้ด ชิลเลย

ข้อดีอีกอย่างคือ น้ำหนักกระเป๋าเบา  ตอนไปเชียงใหม่ผมใช้สายการบิน Thai Lion Air ที่เข้มกับนโยบายสำภาระมากขึ้น จากระเบียบที่เขาเคยหยวนให้เราว่า อุปกรณ์กีฬา หนักได้ไม่เกิน 16 กิโลกรัม (ไม่รวมกระเป๋าที่เช็คอิน) ตอนนี้ไม่ได้ละ ผมก็ตกใจ เลยแงะเอาของบางอย่างแบ่งไปกระเป๋าเช็คอินก็ผ่านครับ (ประแจทอร์คนี่ตัวหนักครับ)  สรุปน้ำหนักทั้งใบเกิน 16 กิโลกรัมมานิดๆ พอหยวนให้ได้

ตอนขาไปต้องไปยื่นเป็นสำภาระเกินขนาดแต่ขากลับ ไม่ต้องครับ งงเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ ทั้งขาไปขากลับ กระเป๋าออกมาจากสายพานโดยตรงเลย ไม่ต้องไปเอาจากอีกที่ครับ (กับต่างประเทศนี่ไม่แน่ใจ ยังไม่ได้ลอง แต่ถ้าไปเป็นกรุ๊ปคงโดนจับไปรวมกัน)

ไหลมากับสายพานขนกระเป๋าในสนามบินสบายๆ

ส่วนตอนประกอบรถกลับ รอบที่ผ่านมา ก็จัดว่าใช้เวลาไม่มากนักครับ น่าจะประมาณ 20 นาที ไม่เกิน 30 เพราะหลักๆ ก็คือเอาชิ้นส่วนมาเรียงให้ดี ตั้งสติก่อน ไม่ต้องลน แล้วค่อยๆ ประกอบเข้าไปตั้งแต่ตะเกียบกับแฮนด์ ติดเบรกหน้าคืน ใส่ล้อหน้า ล้อหลัง แล้วก็โซ่ บันได ปิดท้ายด้วยหลักอาน

กระบวนการนี้ทำบ่อยๆ น่าจะชินครับ แล้วจะได้เช็คความเรียบร้อยของภายในรถด้วย เสร็จแล้วก็ปรับแต่งตำแหน่งอะไรต่างๆ ให้ลงตัว ก็พร้อมปั่นล่ะครับ ไม่ได้นานอะไรนัก ใครไม่คุ้น ก็ลองเทสต์แยกชิ้นรถเองก่อน หรือถ่ายรูปส่วนที่ไม่แน่ใจไว้ก่อนได้ครับ ว่าเรียงอย่างไร จะได้ไม่หลง

 

สรุป

เจ้า Post Carry นี่ก็เป็นกระเป๋าทีเรียกได้ว่า เสียงแตก แน่นอนครับ คือ มันเล็ก สะดวกสะบายเวลาถือไปไหนมาไหน เดินทางก็มาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าได้ ไม่ต้องรับแยก เอาขึ้นแท็กซี่ธรรมดาก็ใส่ที่เบาะหลังได้สบายๆ ถ้าใช้รถใหญ่หน่อยแบบ Toyota Camry ก็ใส่เข้ากระโปรงหลังได้อีกคัน แบกขึ้นหลัง ขี่มอเตอร์ไซค์ต่อได้ คนของน้อย ประกอบจักรยานเสร็จ เอานี่สะพายขึ้นไหล่ปั่นไปต่อก็ได้

ใครอยู่คอนโดก็พับเก็บได้ แต่มันก็ต้องแลกกับการที่เวลาจะใช้งานมันที ก็ต้องถอดจักรยานแยกส่วนเป็นชิ้นๆ ละเอียดแบบที่หลายคนคงไม่คุ้น ของแบบนี้ก็ลางเนื้อชอบลางยาครับ ดูความสะดวกสบายเราเป็นหลักดีกว่าว่าชอบแบบไหน

เอาขึ้นแท็กซี่ได้ง่ายๆ (ขออภัยที่ภาพเหมือนเอาเตารีดถ่าย)

จุดที่ผมชอบคือการออกแบบที่เก็บดีเทลดีเหมือนกัน ช่องใส่ของพอความต้องการ แบ่งพื้นที่แยกกันดี มีตัวหุ้มเฟรมกับตัวหุ้มจานหน้าให้นี่ก็ดีครับ รู้สึกอุ่นใจขึ้น แถมประกอบง่ายเพราะใช้แถบ Velcro แต่ก็เสียหน่อยตรงที่ไม่มีการยึดเฟรมเข้ากับตัวเคสให้นิ่ง แต่ผมว่าน่าจะปลอดภัยกว่าเคสแบบอ่อนหลายตัวเลยนะครับ

ใครสนใจก็ติดต่อที่ https://postcarry.co/ ได้ครับ ราคา 400 เหรียญสหรัฐทั้งสองไซส์ ส่วนค่าส่ง เจ้าของแบรนด์บอกว่า ส่งมาไทย 80 เหรียญครับ รวมๆ ก็ 480 เหรียญ ส่วนจะมาแจ๊คพ๊อตเจอศุลกากรอะไรอีกอันนี้ผมก็เกินปัญญาผมล่ะครับ ◈