ชัยชนะของไซมอน เยทส์ (Mitchelton-Scott) ใน Vuelta a Espana ปีนี้ ไม่ใช่ชัยชนะของตัวบุคคลหรือทีมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของวงการนักปั่นอาชีพของอังกฤษด้วย ภายในเวลาสองปีนักปั่นจากอังกฤษคว้าแชมป์แกรนด์ทัวร์ 5 รายการติดต่อกัน

อย่างไรก็ดีเรื่องราวชีวิตและพัฒนาการของไซมอน เยทส์นั้นต่างจากคริส ฟรูมและเกอเรนท์ โทมัส รุ่นพี่ที่เป็นแชมป์ Giro และ Tour de France ปีนี้อยู่พอสมควร ไม่ใช่แค่เพราะเยทส์ไม่ได้อยู่ Sky เหมือนทั้งคู่ DT เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่รู้จักไซมอน เยทส์เท่าไร วันนี้เราเลยเจาะประวัติของดาวรุ่งไฟแรงวัย 26 ปีคนนี้ครับ


1. เยทส์เริ่มปั่นจักรยานเพราะอุบัติเหตุ

แต่ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุของตัวเอง จอห์นพ่อของพี่น้องเยทส์ เป็นนักปั่นสมัครเล่น (ที่จริงจัง) โดนรถชนตอนที่กำลังออกซ้อมอยู่ ครอบครัวเยทส์เป็นสมาชิกชมรมจักรยาน Bury Clarion ในเมืองแมนเชสเตอร์ และระหว่างที่พ่อของเขากำลังฟื้นฟูร่างกายก็ได้พาลูกชายทั้งคู่ไปดูเพื่อนซ้อมและแข่งในแมนเชสเตอร์เวโลโดรมเป็นประจำ จนพี่น้องเยทส์เริ่มหัดปั่นจักรยานลู่ตั้งแต่เด็ก

2. ไซมอนเคยเป็นแชมป์โลกจักรยานลู่มาก่อน

ทั้งอดัมและไซมอนพัฒนาการปั่นอย่างรวดเร็ว ด้วยวัยแค่ 18 ปี ไซมอนได้รับเลือกให้เขาฝึกซ้อมกับสถาบันพัฒนานักกีฬาสู่การแข่งขันโอลิมปิกของอังกฤษ ในปี 2010 เขาเป็นตัวแทนทีมชาติลงแข่งจักรยานในรายการ Commonwealth Games ในกรุงเดลี (ในรายการนั้นเขามีคริส ฟรูมเป็นรูมเมท!)

ในปี 2013 ไซมอนคว้าเหรียญทองในการแข่งขันชิงแชมป์โลกจักรยานลู่ประเภท Point Race ปีเดียวกันเขาทำผลงานที่ดีที่สุดใน Tour of Britain สเตจ 6 เมื่อเขาสปรินต์ชิงหนีจากกลุ่มตัวเต็งที่มีทั้งนักปั่นอย่างไนโร คินทานาและแบรดลีย์ วิกกินส์ คว้าแชมป์สเตจได้สำเร็จ และจบรายการด้วยอันดับ 3 overall

3. แมวมองเดาว่าเยทส์จะเป็นแชมป์แกรนด์ทัวร์ตั้งแต่ยังไม่เทิร์นโปร

ผิดกับนักปั่นอย่างวิกกินส์ ฟรูม หรือโทมัส ที่ไม่ได้ฉายแววเป็นแชมป์แกรนด์ทัวร์ตั้งแต่สมัยอายุยังน้อย (วิกกินส์โด่งดังจากสนามลู่, ฟรูมและโทมัสเริ่มแข่งแกรนด์ทัวร์จริงจังหลังอายุ 28 ปี) ไซมอนโดนเก็งไว้ว่าจะเป็นแชมป์แกรนด์ทัวร์ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี

นั่นก็เพราะเขาทำผลงานได้ดีมากในรายการ Tour de l’Avenir หรือรู้จักกันในอีกชื่อคือสนาม Tour de France ของนักปั่นเยาวชน ในปี 2011 ตอนที่ไซมอนอายุได้ 19 ปี เขาสปรินต์เอาชนะตัวเต็งแกรนด์ทัวร์ปัจจุบันอย่าง ไนโร คินทานา, ทอม ดูโมลาน, วาร์เรน บากิลล์ และโรมัน บาเดต์

4. Sky อยากได้ตัวไซมอนแต่ถูกปฏิเสธ

เมื่อมีดาวรุ่งในสาย road race อยู่ในประเทศตัวเองแบบนี้ แน่นอนว่าทีม Sky ไม่มองข้ามครับ Sky เคยยื่นข้อเสนอให้ไซมอนในช่วงปี 2012-2013 แต่ไม่ได้สนใจในตัวอดัม ทั้งคู่เลือกไปเทิร์นโปรกับทีม Mitchelton-Scott ในปี 2014 ซึ่งมีสภาพแวดล้อมการซ้อมและแข่งที่รีแลกซ์กว่า

ทีม Mitchelton-Scott เชื่อมั่นว่าพี่น้องเยทส์จะพาทีมคว้าแชมป์แกรนด์ทัวร์ได้ในที่สุด ขณะเดียวกันก็เซ็นซื้อตัวเอสเตบาน ชาเวซดาวรุ่งแกรนด์ทัวร์อีกคนเข้าทีมมาด้วย เปลี่ยนโฉมทีมจากที่เป็นทีมเน้นคว้าแชมป์สนามแข่งวันเดียวและแชมป์สเตจในสเตจเรซ ก็หันมาสร้างทีมสำหรับคว้าแชมป์แกรนด์ทัวร์อย่างจริงจัง ยินดีที่จะปล่อยให้สปรินเตอร์เก่งๆ อย่างไมเคิล แมธธิวส์และคาเล็บ ยวนไปอยู่กับทีมอื่น พร้อมซื้อตัวนักไต่เขาเก่งๆ อย่างมิเคล เนียเวจาก Sky มาช่วยเสริมทัพ

5. ความสำเร็จของอาจจะมาจากการที่ไม่ได้อยู่กับ Sky

ทีม Mitchelton ให้สัญญาพี่น้องเยทส์ว่าทั้งคู่จะได้ลงแข่งในฐานะผู้นำทีมในแกรนด์ทัวร์ทันที แต่ไม่มีความคาดหวังหรือแรงกดดัน และน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่เติบโตโชว์ฟอร์มได้อย่างรวดเร็ว เพราะหากไปอยู่กับ Sky ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพี่น้องเยทส์จะต้องไปเป็นโดเมสติกให้กับคริส ฟรูมและตัวเต็งคนอื่นๆ อย่างเวาท์ โพลส์หรือเกอเรนท์ โทมัส และคงต้องรออีกหลายปีกว่าจะมีโอกาสได้นำทีมในสนามใหญ่จริงๆ

กลับกันในทีม Mitchelton ทั้งคู่ได้อิสระให้พัฒนาฟอร์มและทักษะการนำทีมตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 25 ปี และก็ทำผลงานได้ดีเกินความคาดหมาย อดัมคว้ารางวัล Best Young Rider ใน Tour de France ปี 2016 และไซมอนชนรางวัลเดียวกันในปี 2017

อย่างไรก็ดีในปี 2018 ที่ทั้งคู่อายุ 26 ปีเต็ม ก็ถึงวัยที่ต้องคว้าผลงาน ไม่สามารถแอบซ่อนอยู่ภายใต้ความเป็นเด็กได้อีกต่อไป ทีมคาดหวังว่าผลงานทั้งคู่ควรจะต้องดีกว่าแค่ติด Top 10 ไซมอนเกือบจะทำได้สำเร็จใน Giro 2018 ผิดพลาดจากการเร่งโจมตีจนหมดแรงในช่วงสัปดาห์สุดท้าย แต่ก็เรียนรู้ความผิดพลาดและกลับมาชนะ Vuelta ได้สำเร็จ

6. ไซมอนเคยถูกพักแข่งเพราะเรื่อง “ยาขยายหลอดลม”​

เดือนมีนาคมปี 2016 ไซมอนคว้าอันดับ 7 ในสนาม Paris-Nice ซึ่งจัดว่าเป็นผลงานที่ดีเพราะเป็นรายการใหญ่ (ปีนั้นเกอเรนท์ โทมัสเป็นแชมป์) แต่เดือนต่อมา UCI แจ้งว่าตรวจพบ Terbutaline หรือยาแก้หอบหืด/ ยาขยายหลอดลมในปัสสาวะของเขา ซึ่งเป็นสารต้องห้าม

UCI แบนไซมอน 4 เดือน ซึ่งทีม Mitchelton ก็ออกมายอมรับว่าเป็นความผิดพลาดด้าน “เอกสาร” โดยให้เหตุผลว่าเป็นความผิดพลาดของทีมเองที่ไม่ได้ทำเรื่องขอการใช้ Turbutaline เพื่อรักษาโรคหอบหืด (ขอ TUE เหมือนคริส ฟรูม) ซึ่งเป็นโรคประจำตัวของไซมอน

ผลก็คือปีนั้นไซมอนอดลงแข่ง Tour de France เพราะถูกสั่งพักแข่ง ขณะเดียวกันอดัมลงแข่งและคว้าอันดับ 4 overall และชนะรางวัล Best Young Rider


อนาคต

ชัยชนะใน Vuelta อาจจะไม่ได้การันตีความสำเร็จในอนาคต นักปั่นฝีเท้าดีหลายคนไม่สามารถต่อยอดผลงานเก่าของตัวเองได้ อย่างไนโร คินทานา (Movistar) ที่ชนะทั้ง Giro d’Italia และ Vuelta a Espana ก็ยังไม่สามารถหาฟอร์มที่ดีพอจะชนะ Tour de France ได้ และดูจะเฟดลงทุกปีๆ

อย่างไรก็ดี พี่น้องเยทส์ยังมีเวลาให้ทำผลงานอีกนานครับ ด้วยวัย 26 ปี ทั้งคู่กำลังจะเข้าสู่ช่วงพีค สถิติของเว็บ Procyclingstats เก็บจากข้อมูลการแข่งขัน 10 ปีล่าสุดพบว่า ช่วงอายุที่นักปั่นจะทำผลงานได้ดีที่สุดคือระหว่าง 26-29 ปี ทั้งคู่น่าจะได้เปรียบคริส ฟรูม, ริชีย์ พอร์ท และเกอเรนท์ โทมัส (ทั้งสามคนอายุ 32 ปี+) ในเรื่องความสด แต่อาจจะยังขาดประสบการณ์อยู่บ้าง

Source: Procyclingstats

นอกจากอายุและความสามารถแล้ว ทีม Mitchelton เองก็กลายเป็นทีมแกรนด์ทัวร์เต็มตัว ถ้าเอสเตาบาน ชาเวซหายจากโรค Glandular Fever เมื่อไรก็น่าจะกลับมาเป็นทั้งตัวช่วยและแผนสำรองให้พี่น้องเยทส์ได้ในแกรนด์ทัวร์ครับ ทางด้านโดเมสติกทีมก็มีนักไต่เขาเก่งๆ หลายคน เช่นแจ็ค เฮก, มิเคล เนียเว และเด็กปั้นใหม่ๆ ในทีมอย่างลูคาส ฮามิลตัน

ยิ่งดูจากผลงานใน Vuelta ปีนี้ที่ไซมอนใจเย็นลงกว่าใน Giro บริหารแรงได้ดีทั้งสามสัปดาห์​ ออมแรงไว้โจมตีสัปดาห์สุดท้ายจนนำคู่แข่งได้ห่าง ก็น่าสนใจว่าถ้าต้องเจอนักปั่นที่เก่งการปั่น Time Trial อย่างทอม ดูโมลาน (Sunweb) หรือคริส ฟรูม (Sky) เขาจะรับมือได้ดีแค่ไหน เพราะถ้าดูจากสถิติจริงๆ แล้วไซมอนก็ไม่ได้ปั่น Time Trial ได้แย่สักเท่าไรครับ


Author

คูน คือผู้ก่อตั้งดั๊กกิ้งไทเกอร์ และอยากใช้เว็บไซต์นี้ช่วยให้คนไทยอยากขี่จักรยานกันเยอะๆ!