ทันทีที่คุณอ่านประโยคนี้จบคุณใช้เวลาไปแล้วอย่างน้อย 3 วินาที

เวลาหนึ่งวินาทีนั้นสั้นมาก และมันอาจจะไม่มีความหมายอะไรกับคนทั่วไป แต่เมื่อมันอยู่ในบริบทของการแข่งขัน (จักรยาน) แล้ว แค่หนึ่งวินาทีก็ยอมแพ้กันไม่ได้

ปี 1989 หรือเมื่อ 29 ปีที่แล้ว โลกได้เห็นการแข่งขัน Tour de France ที่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อเด็กหนุ่มอเมริกันไฟแรง เกร็ก เลอมองด์​ (ซ้ายบน) เอาชนะแชมป์เจ้าถิ่นสุดเก๋า ลอเรนท์ ฟิญญอง (ขวาล่าง)​ ด้วยเวลาเพียง 8 วินาทีเท่านั้น

อ่านแค่นี้คุณอาจจะสงสัยว่ามันน่าตื่นเต้นตรงไหน แต่ตูร์ปี 1989 นั้นเป็นปีประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนวงการแข่งขันจักรยานในแบบที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อนครับ

ก่อนจะถึงสเตจสุดท้าย ฟิญญองจากทีม Système U ครองเสื้อเหลือง มีเวลานำเลอมองด์จากทีม ADR อยู่ 50 วินาที

ตลอด Tour de France 1989 เลอมองด์และฟิญญองไม่เคยมีเวลาห่างกันเกิน 53 วินาที

ถ้าเป็นการแข่งขันสมัยนี้ นำ 50 วิก่อนถึงสเตจสุดท้ายนี่ก็เรียกว่าได้แชมป์แบบแบเบอร์ไปแล้ว แต่ไม่ใช่วันนั้นครับ เพราะสเตจสุดท้ายคือการแข่งขันจับเวลาเดี่ยว (Individual Time Trial) ระยะทาง 24.5 กิโลเมตร นสพ. ทั่วฝรั่งเศสนี่เตรียมภาพและจั่วหัวพร้อมพิมพ์แล้วว่าปีนี้คนฝรั่งเศสจะเป็นแชมป์ตูร์! ไม่มีใครคิดเลยว่าเลอมองด์จะหาทางทำเวลาคืนได้ในวันสุดท้าย

เลอมองด์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักประดิษฐ์แห่งเปโลตองก็ไม่คิดจะยอมแพ้ง่ายๆ เขาคือชาวอเมริกันคนแรกที่ได้แชมป์ตูร์มาแล้วหนึ่งสมัย (1986) สมัยนั้นมันยากมากที่นักปั่นนอกยุโรปจะมาเติบโต โด่งดังและมีผลงานในกีฬาจักรยานอาชีพ

ก่อนลงแข่งตูร์เลอมองด์พบว่ากฏของสหัพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ไม่ได้ห้ามให้นักปั่นใช้แอโรบาร์กับเสือหมอบ (หรือเป็นที่รู้จักกันตอนนั้นว่าไตรบาร์ ใช้แข่งในไตรกีฬาเป็นปกติ)​ เขาเลยเริ่มใช้ตั้งแต่สเตจ Time Trial ครั้งแรกในสเตจ 5 และมันก็ได้ผลครับ เพราะนอกจากจะได้แชมป์สเตจแล้วเขายังชนะอันดับสองขาดลอย แอโรบาร์ช่วยให้เลอมองด์ปั่นในท่านอนระนาบแนบไปกับเฟรม ประหยัดพลังกว่านักปั่นคนอื่นๆ มาก สมัยนี้เราอาจจะคิดว่าเรื่องแบบนี้ใครๆ ก็รู้ แต่สมัยนั้นไม่มีทีมไหนคิดว่าแอโรไดนามิกจะมีผลกับการแข่งจักรยานครับ

View this post on Instagram

Lemond, Tour 1989 final TT with his Botecchia, steel frame, 650c front wheel and Mavic rear disc wheel. In that time trial LeMond put his bike in a huge 55 x 12 gear and rode it 54.5 km/h. He made up 58 seconds on Laurent Fignon, ultimately winning the Tour by only 8 seconds.With his victory came a new era in time trialing, with aerobars, one in which aerodynamics played as large a role as strength and skill. #letour #cyclingday #ciclismo #ciclisme #cycling #bicycle #bicy #bicicleta #bicicles #cyclinglife #cyclinglove #cyclingporn #roadbike #roadbiking #picoftheday #cyclingpics #bikeporn #cyclingphotos #cyclingshots #instabike #retrobike #ciclismoclasico #velo #classicvelo #bikelove #bikeinstagram #bikeoftheday #retrocycling #roadcycling #greglemond

A post shared by Noventas (@cycling_of_90s) on

นอกจากเลอมองด์จะใช้ไตรบาร์แล้ว เขายังใช้ล้อดิสก์หลังและหมวกกันน็อคทรงหยดน้ำด้วย ในขณะที่ฟิญญองใช้จักรยานธรรมดาแฮนด์ดรอปธรรมดา

และวันนั้นเลอมองด์ปั่นแบบเต็มเหนี่ยว เขาปั่นจบคอร์ส 24.5 กิโลเมตรด้วยความเร็วเฉลี่ย 54.545 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้อัตราทด 54×11 (เป็นสถิติที่อยู่นานถึง 26 ปี เพิ่งถูกทำลายโดยโรฮาน เดนนิสจาก BMC ในปี 2015 ที่ความเร็ว 55.446 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

ระหว่างที่ปั่นเลอมองด์ขอร้องทีมว่าจะไม่ใช้วิทยุสื่อสาร จะปั่นเองโดยไม่ฟังคำสั่งใดๆ จากทีมทั้งสิ้น กลับกันฟิญญองเลือกใช้วิทยุและขอข้อมูลอัปเดตเวลากันแบบกิโลเมตรต่อกิโลเมตร

เมื่อเลอมองด์เข้าเส้นชัยแล้ว ฟิญญองเป็นนักปั่นคนสุดท้ายที่อยู่บนสนาม ถึง 200 เมตรสุดท้าย ฟิญญองยังมีเวลานำเลอมองด์แค่ 2 วินาทีเท่านั้น แต่ที่ 150 เมตรหน้าเส้นชัย เส้นทางกลับเป็นถนนหินที่ชันขึ้นเล็กน้อย ฟิญญองที่นอนไม่หลับในคืนก่อนหน้าและระบมก้นตั้งแต่สเตจ 19 แรงตกและสุดท้ายทำเวลาช้ากว่าเลอมองด์ 8 วินาที เสียเสื้อเหลืองและพ่ายแชมป์ในที่สุด

หลังจากแข่งขันกันมา 3,288 กิโลเมตร ฟิญญองพ่ายให้เลอมองด์แค่ 150 เมตรสุดท้ายเท่านั้น (คิดเป็น 0.00456% ของระยะทางทั้งหมด)​ หลังการแข่งมีนักวิทยาศาสตร์คำนวนว่าถ้าฟิญญองยอมตัดผมหางม้าของเขาออก ซึ่งจะช่วยลดแรงต้านอากาศได้ไม่น้อย ก็น่าจะเพียงพอให้เขารักษาเสื้อเหลืองไว้ได้

ฟิญญองได้ฉายาใหม่ว่า “ท่านชาย 8 วินาที”​ (Monsieur Eight Seconds) และต้องเจอคำถามที่ทำร้ายจิตใจที่สุด คนมักทักเขาว่า “คุณคือคนที่แพ้ตูร์ 8 วินาทีหรือเปล่านะ?” ซึ่งเขาก็จะตอบ

“ไม่ใช่ ผมคือแชมป์ตูร์ 2 สมัยต่างหาก”


 

Author

คูน คือผู้ก่อตั้งดั๊กกิ้งไทเกอร์ และอยากใช้เว็บไซต์นี้ช่วยให้คนไทยอยากขี่จักรยานกันเยอะๆ!

Write A Comment