บทสัมภาษณ์สุดท้ายของโค้ชออย บรรพต ชมภูเพชร

27 กันยายน 2562 เป็นอีกหนึ่งวันที่วงการจักรยานไทยต้องเสียคนดีๆ ไปอีกหนึ่งคน วันนี้โค้ชออย บรรพต ชมภูเพชร โค้ชจักรยานและนักกีฬาจาก Nich-100Plus Cycling Team​ ที่ต่อสู้กับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันได้จากไปอย่างสงบแล้ว

อย่างที่ผู้อ่านหลายๆ คนน่าจะทราบ Ducking Tiger และ Nich Cycling​ เป็นพันธมิตรที่ดีกันมาตลอดและเราก็ได้ร่วมงานกันหลายครั้ง ตัวผมเองได้รู้จักโค้ชออย หรือพี่ออย มาหลายปีตั้งแต่พี่ออยเริ่มมาปั่นจักรยานจริงจัง และได้ขอคำปรึกษาหลายครั้งทั้งในเรื่องงานและการฝึกซ้อมจักรยาน

ตั้งแต่ที่รู้จักกันครั้งแรก ก็เห็นชัดเลยว่าพี่ออยเป็นคนที่จริงจังและมุ่งมั่น มีความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองในศาสตร์การปั่นอยู่ตลอดเวลา เป็นตัวอย่างของคนที่ทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตัวเองรักจนไปถึงจุดสูงสุดที่นักกีฬาสมัครเล่นคนหนึ่งจะทำได้

ก่อนจะจากเราไปพี่ออยทำผลงานการปั่นจักรยานได้อย่างที่หวัง คือได้ขึ้นเป็นแชมป์ประเทศไทยในการแข่งขันจักรยานไทม์ไทรอัลประจำปี 2017 ในรุ่นอายุ 30-39 ปี

ในปี 2018 พี่ออยตั้งเป้าหมายสูงขึ้นอีกขั้นด้วยการลงแข่งในรุ่น Open และคว้าแชมป์ประเทศไทยถึง 3 สนาม จบฤดูกาลด้วยอันดับสอง overall ในประเภทไทม์ไทรอัลรุ่น open ซึ่งเป็นผลงานที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกีฬาอาชีพจะทำได้

ความมุ่งมั่นตั้งใจแน่วแน่ และความเมตตาที่โค้ชออยมีให้เพื่อนนักปั่นและลูกศิษย์เป็นทั้งแบบอย่างที่ดีและเป็นกำลังใจที่คอยช่วยให้เรากลับมาตั้งใจฝึกซ้อมเสมอเมื่อเราท้อถอย

ปีที่แล้วช่วงเดือนมีนาคม พี่โอ๊ค Saran Premprasert เพื่อนอีกคนนึงของ DT จาก Chapter2 Bikes Thailand ได้สัมภาษณ์โค้ชออยถึงเหตุผลที่โค้ชออยยอมลาออกจากงานประจำอันเป็นที่รักและเชี่ยวชาญ ที่ทำมาเกือบ 12 ปีเต็ม เพื่อมาทุ่มเทให้กับการปั่นจักรยานอย่างจริงจัง บทสัมภาษณ์นี้ลงครั้งแรกในเพจ QUOC Thailand – QUOC Cycling Shoes เมื่อปีที่แล้วแต่คิดว่าคงไม่ค่อยมีคนได้เห็นเท่าไร และเชื่อว่าจะทำให้หลายๆ รู้จักโค้ชออยในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนครับ

1. ก่อนที่จะมาทำงานในวงการจักรยาน พี่ออยเรียนและทำงานด้านไหนมาครับ? 

เรียนจบวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยบรูพาครับ จบมาก็เข้าทำงานที่บริษัท Isuzu Technical Center of Asia ในตำแหน่งวิศวกร R&D ในส่วนทดสอบประสิทธิภาพรถยนต์เกี่ยวกับเรื่องพละกำลัง การประหยัดน้ำมัน แอโร่ไดนามิกส์ มลพิษของไอเสีย รวมถึง ประเมินความสามารถในการขับขี่ที่เกี่ยวข้องกับระบบส่งกำลังทั้งหมด ทำงานมาได้ 11 ปี 11 เดือน จึงตัดสินใจลาออกจากงานที่ตัวเองถนัดและรักมากที่สุดครับ

2.  ทำไมถึงคิดลาออกแล้วมาทุ่มให้กับจักรยานแบบเต็มตัว? 

ตอนที่ยังไม่ได้ลาออกจากงานที่นั้น ผมอยากลองหาอะไรใหม่ๆ ที่เราชอบทำดู ให้เป็นงานอดิเรกระหว่างทำงานปกติ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมชอบขับรถโกคาร์ทอยู่แล้วที่ Motorsport Land ทุกๆ เดือน พาเพื่อนไปทำความเร็ว ทำเวลา Best Lap บ้าง แต่พอหลังจากกิจกรรมนี้เงียบลง ก็เริ่มมีเพื่อนที่หันมาขี่จักรยานบ้างตามกระแส ตอนนั้นเรายังบอกกับตัวเองว่า ไม่นะ เรายังชอบกีฬามอเตอร์สปอร์ตอยู่

แต่มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนขี่เสือภูเขามาหาที่บ้าน ก็เลยได้ยืมไปขี่เล่นในหมู่บ้าน ก็คิดว่า เฮ้ย มันสนุกดีนะ ทำไมมันแล่นเร็วจัง เปลี่ยนเกียร์ได้สนุก รถพุ่งด้วย เอาไปปีนทางเท้าก็ได้ กระโดดเข้าสนามหญ้า ข้ามออกมาบนถนนได้มาอิสระ เจ๋งว่ะ! หลังจากนั้นก็โทรไปหาพี่ชาย ที่เป็นคนเล่นจักรยานอยู่แล้ว บอกแกว่าผมอยากได้จักรยานครับ

หลังจากนั้นพี่ชายผมเองก็ได้พาผมไปพบกับความบ้าคลั่งในการขี่จักรยาน เริ่มจากเสือภูเขาขี่จนต้องเปลี่ยนใบหน้า 44 จนมาถึง 46 ปั่นจนหมดสปีด ความเร็วมันไม่พออย่างที่เราชอบ ก็เลยมาลองเสือหมอบคันแรก ได้ปั่นในระยะทางที่ไกลขึ้นอีก สักพักอยากลองขึ้นเขา ก็เลยจัดเสือหมอบที่มีน้ำหนักเบามาอีกคัน รู้ตัวอีกที ที่บ้านผมก็มีจักรยานจอดสามคันแล้ว จากนั้นก็เริ่มปั่นกับกลุ่มแถวบ้านเสาร์อาทิตย์ ช่างมีความสุขจริงๆ

แล้วทำไมถึงลาออก? ถ้าพูดถึงเรื่องงานมันเป็นเรื่องของความก้าวหน้า ในเมื่อบริษัทไม่ได้วางแผนความก้าวหน้า แผนการพัฒนาบุคคลากรให้กับพนักงานไว้ ผมก็ลาออกเพื่อตามหาสิ่งที่ผมอยากจะเรียนรู้ด้วยตนเอง ประกอบกับการตัดสินใจเข้าร่วมทีม Nich Cycling ที่มีนักปั่นเก่งมากมายหลายท่าน เราก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ปั่นรวมกับคนเก่งๆ เหล่านั้น ทำให้เกิดความคิดที่อยากจะพัฒนาตัวเองเข้ามาแบบไม่หยุดยั้ง

แน่นอนว่ามันกระทบถึงเวลางานแน่นอน เราต้องซ้อมหลังเลิกงานจนดึก ตื่นเช้ามากๆไม่ไหวเพราะเวลาเข้างาน 7:30 ในเวลางานก็แอบมีง่วงบ้าง คิดในใจว่ามันจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ ต้องเลือกเอาอะไรสักอย่าง

นั่งคิดนั่งไตร่ตรองอยู่หลายสัปดาห์ จึงตัดสินใจว่า เอาวะ ลองดูสักปี ซ้อมอย่างจริงจัง ระหว่างนั้นหางานใหม่ไปด้วย เอาที่ทำงานแล้วปั่นจักรยานได้ด้วย ได้เงินมาผ่อนบ้านผ่อนรถก็พอ

3. ช่วงไหนที่ทำให้เรารู้สึกแย่ที่สุดและมีความสุขที่สุดในการขี่จักรยาน

ช่วงที่แย่ที่สุดคือช่วงที่ทะเลาะกับแฟนเพราะเกี่ยวข้องกับเวลาในการซ้อมจักรยานครับ ส่วนช่วงที่สุขที่สุดก็คือทุกช่วงที่ขี่จักรยานแล้วแฟนไม่บ่นครับ….555 ผมล้อเล่น จริงๆ แล้วพอได้มาขี่แบบจริงๆ จังๆ มันก็มีเป้าหมายนะครับ เป้าหมายแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ตัวผมเองชอบขี่จักรยานไทม์ไทรอัล ซึ่งทางพี่ชิน (เจ้าของNich Cycling) เองก็วางไว้ว่าเราต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปั่นไทม์ไทรอัล ดังนั้นงานแข่งที่เป็นไทม์ไทรอัลผมจะชื่นชอบมากเป็นพิเศษ และยิ่งถ้าทำผลงานให้กับทีมได้ ผมจะมีความสุขมากๆ ครับ

4. มีเป้าหมายในการปั่นตอนนี้ยังไง?

เป้าหมายในปีนี้ หลักๆ ก็จะมีความท้าทายของการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย Individual Time Trial ในรุ่นโอเพ่น และการพัฒนารูปแบบการขี่เสือหมอบในสนามแข่งขันระยะทางไกล เพื่อให้สามารถช่วยทีมในเกมแบบสเตจเรซ​ และชิงอันดับผู้นำเวลารวมได้ และยังมีเป้าหมายของตัวเองอีกหนึ่งเรื่องนั้นก็คือ การเรียนรู้ทางด้านการเป็นโค้ชจักรยานครับ

5. มีใครเป็นไอดอลในวงการจักรยานมั้ย?

พูดตรงๆ ผมไม่มีไอดอลนะครับ แต่ผมชอบปั่นกับคนเก่งๆ แล้วสามารถเรียนรู้ได้จากการปั่นตามหรือคนเหล่านั้นสอนแนะนำให้ทำอย่างนู้นนี้นั้น ผมจำครับแล้วนำไปปฏิบัติ นั้นคือ การฝึกฝนในช่วงแรกๆ ของการขี่จักรยาน พอได้ซ้อมตามคอร์สที่ถูกออกแบบมาแล้ว ส่วนใหญ่จะขี่คนเดียว การขี่คนเดียวนี่ทำให้ผมมีสมาธิกับตัวเองมากขึ้น ได้รู้จักร่างกายมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่ผมสนใจและอยากเรียนรู้มากที่สุดในการขี่จักรยาน

6. อยากฝากอะไรถึงนักปั่นสมัครเล่นทั่วไปบ้าง

สำหรับนักปั่นสมัครเล่นทั่วไป ผมอยากให้ทุกคนมีความสุขในการออกไปปั่นจักรยานข้างนอกครับ ให้ทุกๆ ครั้งที่ออกไปปั่นมีความสุข ผมขอแนะนำให้ลองแบ่งการซ้อมออกเป็นสองแบบครับ

ข้อหนึ่ง: ซ้อมปั่นด้วยตัวเอง บนเทรนเนอร์ก็ได้ ปั่นควบคุมจิตใจและมีสมาธิกับการปั่นให้มากในโซนที่ไม่เหนื่อยมาก หายใจสบายๆ ในวันธรรมดา

ข้อสอง: ออกไปซ้อมกับเพื่อนเป็นกลุ่มหรือออกทริปสนุกสนาน ยิงกันให้สนุก หนีกลุ่มหลงทางก็ว่ากันไป ทำให้บรรยากาศในการปั่นมีเรื่องราวที่น่าจดจำ พูดคุยสนุกสนานเฮฮา จะทำให้การขี่จักรยานสนุกมายิ่งขึ้นไปครับ

บทสัมภาษณ์ของโค้ชออยก็จบลงเท่านี้ แต่ก่อนที่จะจากเราไป โค้ชออยได้ทิ้งผลงานไว้เราอีกสองชิ้นเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ซึ่งเป็นวิดีโอพูดคุยเรื่องแนวคิดการฝึกซ้อมสำหรับนักปั่นจักรยานสมัครเล่น ที่สนใจอยากจะพัฒนาฝีเท้าให้แข็งแกร่งมากขึ้น เป็นงานที่ทำร่วมกันระหว่าง Ducking Tiger, Nich Cycling, และ Bangkok Bank CycleFest สามารถไปรับชมกันได้ที่ ลิงก์นี้ และลิงก์นี้ครับ

* * *