รีวิว: หมวก ABUS AirBreaker

ABUS จากเยอรมันอายุร่วม 100 ปี ชื่อนี้หลายคนคงคุ้นเคยกันดี ขึ้นชื่อในเรื่องของการผลิตอุปกรณ์เซฟตี้และล็อกให้กับทุกยานพาหนะ ตั้งแต่มอเตอร์ไซด์, เรือ, ATV, สโนว์โมบิล, จักรยาน และอื่นๆ ที่เคลื่อนที่ได้ แต่มุมหนึ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ABUS เขาก็หันมาผลิตหมวกจักรยานแข่งขันประสิทธิภาพสูงด้วย~

ในครั้งนี้เรามีโอกาสได้ทดลองหมวกรุ่นใหม่ ABUS AirBreaker เป็นหมวกที่ออกแบบใหม่จากร่วมมือระหว่างวิศวกรของ ABUS กับทีม Movistar ถือได้ว่าเป็นหมวกที่ออกแบบโดยโปรเพื่อโปรโดยเฉพาะ มีจุดเด่นในเรื่องของน้ำหนัก และการระบายอากาศที่ยอดเยี่ยม โดยยังคงความแอโร่ไดนามิกส์ไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

เล่นใหญ่

ถึง ABUS จะเข้าวงการเสือหมอบได้ไม่นาน แต่ก็เริ่มด้วยการสนับสนุนทีมจักรยานอาชีพระดับสูงสุดเลย ปี 2017 ABUS เข้าสปอนเซอร์ทีม Movistar ที่ช่วงนี้กลับมามีผลงานโดดเด่นอีกครั้ง โดยในชัยชนะของอเลฮานโดร วาวเวอเด้ในสนามชิงแชมป์โลกปี 2018 นั้นเขาใส่หมวกรุ่นนี้ลงแข่งขัน

Photo: BettiniPhoto / Movistar Team

และใน Giro 2019 ที่พึ่งผ่านไปไม่นาน ริชาร์ด คาราพาซ แชมป์แกรนด์ทัวร์และลูกทีม Movistar ก็ได้ใช้หมวกรุ่นนี้ในการคว้าแชมป์เช่นกัน

เล่นใหญ่ใจป้ำแบบนี้ แล้วการใช้งานจริงจะเป็นยังไง?  ลองมาดูรีวิวกันครับ

 

ABUS AirBreaker

เริ่มกันที่ตัวกล่อง แม้ ABUS จะเป็นแบรนด์เยอรมัน แต่หมวกใบนี้ระบุชัดเจนว่าผลิตในอิตาลี กล่องมาในสีน้ำเงินเข้ม ตัวกล่องสามารถเปิดด้วยการสไลด์และพลิกด้านเพื่อโชว์ตัวหมวกในกล่องได้ด้วย

ฟองน้ำชิ้นเดียวที่ปกป้องทั้งด้านหน้าและด้านบนของหมวก

ตัวหมวกนั้นถูกปกป้องในกล่องอย่างดีโดยมีฟองน้ำตัดเข้ารูปรองรับแรงกระแทกจากด้านซ้าย ขวา รวมถึงด้านหน้าและด้านบน ภายในแพ็คเกจมีถุงใส่หมวกและคู่มือให้ด้วย

ความพรีเมี่ยมของหมวกส่งออร่าออกมาตั้งแต่แรกสัมผัสด้วยงานสีที่ทำออกมาได้อย่างสวยงาม ไล่เฉดสีฟ้าไปสู่สีดำอันเป็นสีประจำทีม Movistar ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวหมวกนั้นเรียบร้อยสวยงาม ไม่มีโฟมส่วนเกินหรือเป็นหลุมแม้แต่จุดเดียว

ดูการไล่เฉดนั่นสิ !

รูปทรงของหมวกนั้นคล้ายกับรุ่น GameChanger ซึ่งเป็นรุ่นที่แอโร่ที่สุดของ ABUS นำมาเพิ่มช่องระบายอากาศ โดยมีช่องด้านหน้าถึง 12 ช่อง และมีช่องด้านหลังขนาดใหญ่ 3 ช่อง

การดีไซน์นี้จะบังคับอากาศให้ระบายความร้อนที่หัวออกไปได้มากที่สุด ทาง ABUS เคลมว่าหมวก AirBreaker แม้จะมีช่องระบายอากาศที่มากขึ้น แต่ความแอโร่ไดนามิกส์ของหมวกลดลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยหมวกใบนี้ได้ผ่านการทดสอบด้วยอุโมงค์ลมเพื่อวัดหรือค่าความต้านจากอากาศแล้วและพบว่าไม่ได้ช้าไปกว่าหมวกที่ออกแบบมาเพื่อให้ลู่ลมเป็นพิเศษสักเท่าไร

เบาเหมือนลอยได้

ด้วยเทคโนโลยีพิเศษของโรงงานผลิตในอิตาลี โดยการยึดเปลือกโพลีคาร์บอเนตด้านนอกของหมวกไว้ให้อยู่กับที่ก่อนที่ฉีดโฟม EPS เข้าไป (แตกต่างจากวิธีการผลิตปกติที่จะทำโฟมด้านในขึ้นมาก่อน ก่อนจะครอบด้วยเปลือกด้านนอกอีกที) ทำให้ลดปริมาณของเนื้อโฟมได้พอสมมควร ผลที่ได้คือน้ำหนักหมวกที่เบาโดยไม่เสียความสามารถในการปกป้องศีรษะ

น้ำหนักชั่งจริงอยู่ที่ 222 กรัมที่ไซส์ Medium

หมุดยึดฟองน้ำ ซึ่งฟองน้ำนั้นถูกออกแบบเป็นชิ้นเดียว ลดปัญหาการหล่นหายตอนนำไปซัก

ภายในของหมวกมีฟองน้ำรองรับ ซึ่งฟองน้ำนั้นถูกยึดด้วยหมุดเข้ากับตัวหมวกโดยตรงแทนที่จะใช้วิธีแปะเข้าไปด้วยตีนตุ๊กแกเหมือนกับหมวกหลายๆ ยี่ห้อ ซึ่งการยึดด้วยตีนตุ๊กแกนั้นมีข้อเสียคือเมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ความสามารถในยึดเกาะจะลดลงจนไม่สามารถติดตัวหมวกได้เหมือนเดิม ส่วนการใช้หมุดนั้นสามารถบิด 90 องศาเพื่อแกะฟองน้ำไปซักได้

นอกจากฟองน้ำแล้ว สายรัดก็สามารถถอดออกไปซักได้เช่นกัน ซึ่งสายรัดถูกออกแบบโปรไฟล์มาพิเศษเพื่อให้ลู่ลมมากที่สุด ลดการกระพือของสาย และยังเป็นมิตรกับผิวหน้าอีกด้วย

ในส่วนของการปรับกระชับหมวก ABUS ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Zoom Ace ที่สามารถปรับความกระชับได้ทุกทิศทาง รวมถึงสาวๆ ที่ไว้ผมหางม้าสามารถลอดผมออกทางช่องระหว่างตัวรัดด้านหลังได้

ช่องอากาศขนาดใหญ่ และรูลอดผมหางม้าสำหรับสาวๆ ระหว่างตัวหมวกกับสายรัดด้านหลัง

จากการใช้งานจริงสามารถสัมผัสได้ถึงความเบาของหมวกตั้งแต่เริ่มใส่ และที่สำคัญคือสามารถเสียบแว่นไว้ข้างบนได้อย่างแน่นหนา (ส่วนตัวชอบเสียบแว่นไว้กับหมวก อึดอัดใจทุกครั้งถ้าหมวกนั้นเสียบแว่นไม่ได้หรือเสียบแล้วไม่แน่นพอ) โดยทาง ABUS เคลมไว้ว่าได้ออกแบบช่องเสียบแว่นไว้ภายใต้เทคโนโลยีชื่อ AirPort ที่นักปั่นสามารถเสียบแว่นไว้ได้โดยไม่เสียความแอโร่ไดนามิกส์ของหมวก

ครั้งแรกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวหมวกและสายรัดให้เข้ากับศีรษะเล็กน้อย แต่เมื่อเข้าที่แล้วก็สามารถหยิบมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อออกปั่นสิ่งแรกที่รู้สึกได้คือกระแสลมที่พัดผ่านเส้นผมจากด้านหน้าออกทางด้านหลัง รู้สึกได้ถึงการลู่ของเส้นผม และจะรู้สึกได้มากขึ้นหากตอนปั่นก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อเปิดให้ลมเข้าในตัวหมวกได้มากขึ้น

จากประสบการณ์ที่ใส่หมวกแอโร่มาโดยตลอด (Met Manta) มักมีปัญหาหัวร้อนเมื่อปั่นหนักที่ความเร็วต่ำอย่างตอนขึ้นเขา เหงื่อและความร้อนไม่สามารถระบายออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้หัวเปียกเหงื่อเหมือนคนผมมันที่สระผมอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งสำหรับหมวกใบนี้สามารถระบายเหงื่อได้อย่างดีเยี่ยมไม่มีปัญหาความร้อนสะสม ซึ่งพอหัวไม่เปียก หมวกก็จะแห้ง เมื่อหมวกแห้งก็จะไม่มีกลิ่นอับหรือเชื้อโรคสะสม


แผ่นรังผึ้งด้านบนของหมวก

โดยทั่วไปหากใส่หมวกที่มีรูระบายอากาศเยอะ จะพบว่าเส้นผมของเรามักแทงชี้ออกมาจากรูด้านบนของหมวก มองไกลๆ เหมือนยอดหญ้าที่แทงทะลุดินขึ้นมารับแสงแดด และจะอยู่ทรงค้างแบบนั้นแม้ถอดหมวกออกแล้ว แต่สำหรับ AirBreaker นั้นมีแผ่นรังผึ้งปิดช่องด้านบนเอาไว้ ซึ่งนอกจากป้องกันไม่ให้ผมแทงออกมาแล้ว ยังช่วยเพิ่มความแอโร่ไดนามิกส์ให้กับหมวกอีกด้วย

แน่นอนว่าไม่มีหมวกใดที่สมบูรณ์แบบ หมวกใบนี้ยังมีข้อติเช่นกัน ปัญหาที่พบคือการถอดและใส่สายล็อคคางนั้นทำได้ค่อนข้างยาก หากเปลี่ยนเป็นระบบแม่เหล็กจะทำให้การใส่และถอดง่ายขึ้น และตัวหมวกไม่มีระบบ MIPS ที่เป็นเทคโนโลยีที่หมวกไฮเอนของแบรนด์อื่นๆ เลือกใช้

ข้อดี

  • หมวกมีน้ำหนักเบา
  • ระบายอากาศและเหงื่อได้อย่างยอดเยี่ยมโดยยังคงความแอโร่ไดนามิกส์
  • งานสีและคุณภาพการผลิตที่ดูแพง คุณภาพสูง
  • แยกถอดฟองน้ำและสายรัดออกมาซักได้

ข้อด้อย

  • ตัวล็อคคางถอดและใส่ลำบากเล็กน้อย
  • ไม่มีระบบ MIPs เหมือนหมวกแบรนด์อื่นๆ
  • ราคาตั้ง 9,900 บาท (ส่วนลดสามารถสอบถามกับตัวแทนจำหน่าย)