รีวิว: Ridley Fenix (2013)

ในคอลัมน์ User’s Bike ครั้งที่แล้วเราได้ชมเสือหมอบตัวท๊อปรุ่นในฝันอย่าง Bianchi Oltre พร้อมชุดขับ Campagnolo Super Record EPS กันไปแล้ว วันนี้ Ducking Tiger ชวนชมเสือหมอบคาร์บอนราคาประหยัด Ridley Fenix พร้อมแนวคิดการประกอบเสือหมอบเองสำหรับมือใหม่ครับ

DSCF0379

ทำความรู้จักเสือหมอบ Ridley

จักรยานยี่ห้อ Ridley อาจจะไม่เป็นที่รู้จักกันมากในบ้านเรา ชื่อไม่ติดหูเหมือนแบรนด์อย่าง Specialized, Trek และ Bianchi แต่ก็เป็นยี่ห้อที่ทำจักรยานได้ดีมากๆ ครับ Ridley เป็นแบรนด์จากเบลเยี่ยม เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1990 เป็นผู้ผลิตจักรยาน custom เล็กๆ แต่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นจักรยานที่รู้จักดีในยุโรป และเป็นสปอนเซอร์ให้โปรทีมหลายระดับ ที่รู้จักกันดีก็คงจะเป็นทีม Lotto-Belisol นำโดยสปรินเตอร์ระดับโลกอย่าง Andre Griepel ครับ

Ridley Fenix

สำหรับ Ridley Fenix ตัวนี้เป็นเฟรมเสือ full carbon รุ่นใหม่ที่พึ่งเริ่มขายในปี 2013 นี้เอง เป็นเสือหมอบรุ่นประหยัดจาก Ridley ครับ ในด้านการออกแบบเป็นการรวมเอาดีไซน์ของ Ridley Damocles และ Excalibur เข้าด้วยกัน ทั้งสองรุ่นเป็นเสือหมอบรุ่นเริ่มต้นของ Ridley เช่นกัน Ridley วางตลาดให้ Fenix เป็นเสือหมอบสารพัดประโยชน์ ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นหมอบสุด stiff และเบา อย่างรุ่นพี่ Ridley Helium หรือเป็นหมอบแอโร่อย่าง Ridley Noah

ดีไซน์ของรถ ท่อล่างออกแบบเป็นทรงเพชรหัวกลับ และ chainstay หนาปึ้ก พร้อมกะโหลก Pressfit BB30 รับประกันความ stiff ในขณะที่ใช้หางเพรียวบางช่วยดูดซับแรงกระแทก ด้วยความที่เป็นหมอบคาร์บอนรุ่นประหยัด จึงใช้คาร์บอนคนละเกรดกับรุ่นท๊อปอย่าง Helium/ Noah น้ำหนักเฟรมจึงมากกว่ารุ่นพี่ครับ น้ำหนักเฟรมไซส์ XS อยู่ที่ 1150 กรัม ส่วนตะเกียบคาร์บอน Ridley 4ZA หนักประมาณ 390 กรัม เฟรมซ่อนสายและพร้อมใช้กรุ๊ปเซ็ตไฟฟ้า Di2

เฟรมตัวนี้คนจำหน่ายคือ Asia Bike ราคาตั้งอยู่ที่ 38,000 บาท

ซื้อสำเร็จหรือประกอบเอง?

ต้องขอออกตัวก่อนว่าคันนี้เป็นรถของแอดมินเองครับ ก่อนที่จะมาใช้คันนี้ผมเคยใช้ BMC Team Machine SLT01 – Team Phonak รุ่นปี 2005  และหยุดปั่นไปหลายปี เวียนไปปั่นเสือภูเขาบ้าง แล้วก็อยากกลับมาปั่นเสือหมอบอีกครั้งเพราะติดใจในความเร็วและชอบดูการแข่งขันเสือหมอบเป็นพิเศษ​ครับ ก่อนจะซื้อผมมีงบประมาณอยู่ในใจแล้ว ตั้งใจว่าจะไม่ซื้อรถแพง เอาแค่พอใช้ได้ดี ซ้อมได้ ออกทางไกลได้ และต้องขี่สบาย ตั้งงบไว้ที่ไม่เกิน 55,000 ต้องออกมาเป็นคันพร้อมขี่ในราคานี้ และตั้งใจจะไม่อัปเกรดไปอีกนานครับ

จะเลือกซื้อจักรยานนั้นมีเรื่องให้พิจารณาพอสมควร อย่างแรกคือวัสดุเฟรม คาร์บอนหรืออลูมิเนียม ? จะซื้อยี่ห้อไหนและซื้อกับใคร ตัวแทนจำหน่ายโอเคไหม ประกันเป็นอย่างไร? เสือหมอบหนึ่งคันราคาสูงกว่าอุปกรณ์กีฬาประเภทอื่นๆ มาก ก่อนซื้อก็ควรไตร่ตรองให้ดีจะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง เพราะซื้อมาแล้วเราใช้กันไปนานๆ

DSCF0369

ปัญหาของรถประกอบสำเร็จ

ตั้งงบไว้ 55,000 บาท แน่นอนว่าราคานี้ซื้อเฟรมคาร์บอนได้ลำบากครับ เฟรมคาร์บอนหลายๆ ตัวก็ราคาเกินห้าหมื่นแล้ว งบเท่านี้ถ้าอยากได้รถดีๆ ก็คงต้องเลือกเฟรมอลูมิเนียม และกรุปเซ็ตรุ่นกลางๆ ล้อรุ่นกลางๆ ถึงล่างๆ ตอนแรกผมดูรถอลูมิเนียมสำเร็จไว้หลายยี่ห้อไม่ว่าจะเป็น Specialized, Bianchi, Cannondale, BMC, Trek  รถอลูส่วนใหญ่แบบสำเร็จราคาก็จะอยู่ที่ราวๆ สามหมิื่นปลายๆ ไปจนถึงห้าหมื่นกว่าๆ สำหรับรุ่นสูงๆ หน่อย แต่ปัญหาของรถสำเร็จและเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบเอามากๆ คืออะไหล่ที่ติดรถมาจะออกอารมณ์ของแถม เช่นพวกแฮนด์ เสต็มจะเป็นของเกรดล่าง น้ำหนักเยอะ

รถสำเร็จที่มากับกรุ๊ปเซ็ตอย่าง Shimano 105 จะมีน้อยยี่ห้อที่ให้อะไหล่ 105 มาครบทุกชิ้น อย่างมากก็แค่มือเกียร์ – ตีนผี – สับจานหน้า ไม่มีทางได้ขาจานตามกรุ๊ปเซ็ตแน่ๆ เพราะขาจานเป็นอะไหล่ที่ราคาสูงในบรรดาชิ้นส่วนกรุ๊ปเซ็ต ชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ อย่างเฟืองหลัง สายเบรค สายเกียร์​ กะโหลกก็จะเป็นของรุ่นล่างๆ ลงไป มาคิดดูแล้วถ้าอยากได้เป็นกรุปเซ็ตสมบูรณ์ต้องจ่ายอีกเกินหมื่นแน่ๆ รถแบรนด์ดังๆ มักจะชาร์จราคาค่าแบรนด์และการตลาดและลดต้นทุนโดยการใช้อะไหล่ติดรถรุ่นล่างๆ เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ใช้ของมียี่ห้อก็ต้องจ่ายแพงหน่อย อันนี้ไม่ว่ากัน ซื้อรถสำเร็จจากร้านที่ไว้ใจได้ก็อุ่นใจคนซื้อโดยเฉพาะมือใหม่ มีอะไรก็ยกไปร้านได้เลยเขาดูแลให้

แค่ส่วนตัวผมว่ามันไม่คุ้มเท่าไร…

DSCF0378

ทางออก

เมื่อคิดว่าเสือหมอบประกอบสำเร็จไม่คุ้ม ทางออกก็คือคงต้องประกอบเอง ในใจก็มีเสป็คอยู่แล้วครับ แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าทางประหยัดอีกทางคือซื้อของมือสอง อันนี้ต้องขอเตือนไว้ก่อนสำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ของจักรยานเสือหมอบ การซื้อของมือสองมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเฟรมและล้อคาร์บอนซึ่งอาจจะมีปัญหาที่เรามองไม่เห็นตอนซื้อได้ ของหลายชิ้นย่อมหมดประกันแล้ว หรือไม่มีสิทธิรับประกัน เพราะบริษัทส่วนใหญ่รับประกันให้เฉพาะผู้ซื้อคนแรกครับ ต้องดูให้ดีๆ ด้วย ผมพอมีความรู้เรื่องจักรยานอยู่บ้างก็เลยนั่งเฝ้าห้องมือสอง ลองดูว่าจะมีอะไหล่อะไรที่เอามาประกอบรถเราได้บ้าง ดูไปดูมาก็เจอเฟรม Ridley Fenix ตัวนี้ เป็นคาร์บอน ขายที่ราคา 24,000 พร้อมรัดหลักอานและแอดปเตอร์กะโหลก token สภาพใหม่กิ๊ก คนขายก็ดูน่าเชื่อถือใช้ได้ ขายมาหลายอย่างและเป็นสมาชิกประจำเว็บที่เราซื้อ โทรไปคุยถูกคอ ถ้ามีปัญหาอะไรคนขายบอกยกรถไป เดี๋ยวพาไปเคลม ก็พออุ่นใจได้ และส่วนตัวผมกล้ารับความเสี่ยงตรงนี้ ก็ซื้อเลยครับ

 

เลือกชิ้นส่วน

พอได้เฟรมแล้ว โจทย์มันยากกว่าเดิมเพราะเฟรมคาร์บอนตัวนี้อาจจะทำให้งบไม่พอครับ ถ้าเลือกซื้อเฟรมอลูมือสองคงพอดีงบและได้ล้อดีๆ หน่อย เขาว่ากันว่าการซื้อเสือหมอบแบบประกอบควรแบ่งเงินเป็นสามส่วน ให้เฟรม 1 ส่วน กรุ๊ปเซ็ต 1 ส่วน และล้อ 1 ส่วน ที่เหลือลงอะไหล่อื่นๆ และควรจะเผื่อเป็นค่าฟิตติ้งและค่าประกอบรถด้วย แต่อย่างหนึ่งที่ผมจะไม่ประหยัดคือเบาะครับ เบาะเป็นตัวบอกว่าเราจะนั่งปั่นได้สบายไหม จะปั่นสนุกไม่สนุกก็อยู่ที่ความสบายนี่แหละครับ เพราะฉะนั้นแบ่งเงินไว้ให้จุดสัมผัสบ้างก็ดี – แฮนด์ – เบาะ – รองเท้า – ผ้าพันแฮนด์- หมวก​ พวกนี้สำคัญ

ออกมาได้เสป็คนี้

Frame: 2013 Ridley Fenix
Groupset: Shimano 105 Black, Compact 8 (สับจานหน้า – ตีนผี – ขาจาน – เฟืองหลัง – shifter – เบรค – สายเกียร์)
ล้อ: Shimano R501
กะโหลก: Token Pressfit 30
Stem: 3T ARX Pro
Handlebar: 3T Ergonova Pro
หลักอาน: 3T Doric Pro
เบาะ: Specialized Romin Evo Expert
ยาง: Vittoria Rubino Pro
บันได: Exustar EPS-R
ขากระติก: Elite
คอมพิวเตอร์: Sigma

น้ำหนักรวม: 8.3 กิโลกรัม

กรุ๊ปเซ็ตยืนพื้นเป็น Shimano 105 เพราะซื้อง่ายขายคล่อง คุณภาพดีเกินพอสำหรับคนที่ปั่นออกกำลังกายอย่างเราไม่ได้แข่งขันอะไร ชุดแฮนด์ เสต็มเลือก 3T เพราะชอบหน้าตาเป็นการส่วนตัวครับ ยาง Vittoria Rubino ราคาไม่แพง อาจจไม่ถึงกับนุ่มและเกาะถนนระดับบยางแพงๆ แต่ก็ถือว่าพอใช้ บันได Exustar เบากว่า Dura-Ace เสียอีก ราคาพันเดียว แต่อาจจะไม่ทนมากก็ยอมรับได้ครับ
ขากระติกของ Elite รุ่นนี้ห้าร้อยบาทไม่ขูดกระติก หยิบง่าย และยึดกระติกแน่นดี เบา สวยใช้ได้ ที่แพงเกินหน้าเพื่อนหน่อยคือเบาะ Specialized Romin Evo Pro สามพันกว่าบาท เป็นรางไททาเนียม นั่งสบาย ขี่ได้นานห้าหกชั่วโมงก็ยังไปต่อไหว ไม่กดไม่เสียดสี เรื่องเบาะนี่ตูดใครตูดมัน เบาะที่พอดีกับก้นคนหนึ่งอาจจะไม่เข้ากับรูปทรงของอีกคนเลยก็ได้ครับ ก่อนซื้อถ้าลองของเพื่อนได้น่าจะดีกว่า

 

สรุป + รีวิวสั้นๆ

คันนี้ประกอบและฟิตติ้งที่ร้าน Jumm Bike Studio  ผมไม่เคยฟิตติ้งดีๆ เลยเลือกร้านนี้เพราะเห็นในเว็บบอร์ด Thaimtb มีหลายคนแนะนำมา ฟิตติ้งมาแล้วก็ปั่นสบายครับลงตัวดี ไม่เมื่อยและออกแรงได้ดีถูกสรีระ คันนี้ปั่นมาได้ร่วมเจ็ดร้อยกิโล ทริปไกลสุดที่เคยปั่นระยะทางประมาณ 145 กิโลเมตร รถ stiff เกินพอความสามารถของผม โยก กดแล้วไม่ย้วย แต่ก็ไม่กระด้างจนเกินไป เวลาปั่นรู้สึกได้ถึงสภาพถนนและหินกรวดทุกลูก feedback ดี แต่อาจจะไม่นุ่มนวลเหมือนเฟรมคาร์บอนแพงๆ แต่ว่าปั่นครบร้อยกว่าโลแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเมื่อยล้าชาก้น เฟรมทำสีมาได้ดีทีเดียว ไม่ถึงกับเนี้ยบอย่างเฟรมราคาเฉียดแสน แต่ก็ไม่มีตำหนิอะไรให้เห็น ไม่มีฟองอากาศผลุบๆ โผล่ เนื้อเฟรมเป็นลายคาร์บอน ทำกราฟฟิคเล็กน้อย และทำ gloss finish ครับ ส่วนล้อ Shimano R501 เป็นรุ่นเบสิคสุดๆ แต่ก็ทนทานและลื่นพอใช้ได้กับการขี่ออกกำลังกาย น่าจะดีกว่าล้อติดรถประกอบสำเร็จบางรุ่นอยู่บ้าง ชุดขับเคลื่อน Shimano 105 สับเกียร์ขึ้นลงได้ไม่พลาด นุ่มและรวดเร็วดี เพียงพอต่อการใช้งาน ไม่ขอลงรายละเอียดมากกว่านี้เพราะไม่มีประสบการณ์ขี่คันอื่นๆ มาก่อนครับ

โดยรวมค่อนข้างพอใจกับเงินที่จ่ายไป ข้อเสียของเฟรมตัวนี้คือสายซ่อนในท่อล่างชอบตีกับเฟรมดังก๊องๆ แก๊งๆ เวลาปั่นบนทางที่ไม่เรียบมาก อีกอย่างคือหลักอานที่ผมเลือกค่อนข้างหนัก (มาก) ตอนซื้อคิดว่าอยากได้หลักอานที่มันเข้าเซ็ตกับ cockpit เลยไม่ได้คิดมาก ถ้าจะอัปเกรดก็คงเปลี่ยนหลักอานก่อน และถ้าปั่นจนเชี่ยวชาญกว่านี้ก็คงจะอัปเกรดล้อทีหลังครับ ไปชมรูปกัน

Cockpit 3T
Cockpit 3T
กะโหลก Token
กะโหลก Token

 DSCF0371

 DSCF0374

เบา Specialized Romin Evo
เบาะ Specialized Romin Evo หลักอาน 3T Dorico
บันได Exustar EPS-R และเซนเซอร์รอบขา
บันได Exustar EPS-R และเซนเซอร์รอบขา

DSCF0370