รีวิว Giro สเตจ 8: คาเล็บ ยวนแชมป์สเตจ

1. คาเล็บ ยวนได้แชมป์สเตจ

ก่อนจะถึงสเตจ 8 คาเล็บ ยวน เอซสปรินเตอร์จาก Lotto-Soudal เป็นตัวเต็งสปรินเตอร์คนเดียวในรายการนี้ที่ยังไม่มีชัยชนะ ในขณะที่ปาสคาล แอคเคอร์แมน (Bora-Hansgrohe) ชนะไปแล้ว 3 สเตจ เฟอร์นันโด กาวิเรีย (UAE) ชนะ 1 สเตจ และเอเลีย วิวิอานี (Quickstep) ก็ชนะไปหนึ่งครั้ง ถึงจะโดนปรับแพ้แต่ก็ได้พิสูจน์ฟอร์มการสปรินต์แล้ว แต่เมื่อคืนนี้ยวนทำผลงานได้สำเร็จ หลังจากไม่มีชัยชนะในแกรนด์ทัวร์มาสองปีเต็ม

ชัยชนะครั้งนี้เป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขาตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีม Lotto-Soudal และช่วยลดแรงกดดันที่ทีมคาดหวังกับเขาได้เป็นอย่างดี เขาให้สัมภาษณ์หลังแข่ง

“ปีที่แล้วผลงานผมไม่ค่อยดีครับ เพราะงั้นถ้าปีนี้ผลงานยังแย่อีกคงไม่ได้แล้ว ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายกับผมมาก”

“ทุกครั้งที่ผมไม่ชนะ แรงกดดันมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันน่าผิดหวัง เพราะผมรู้ว่าทีมทุ่มเทเพื่อผมขนาดไหน ชัยชนะครั้งนี้เลยดีกับผมและทีมมาก”

 

2. ทำยังไงถึงเอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จ?

เส้นทางก่อนเข้าเส้นชัยในสเตจ 8 เมื่อคืนนี้ผิดกับสเตจอื่นๆ ตรงที่ช่วงสุดท้ายของการแข่งขันเป็นทงลงเขายาวหลายกิโลเมตร และที่ห้ากิโลเมตรสุดท้ายมีโค้งหักศอกหลายจุด โค้งสุดท้ายอยู่ห่างเส้นชัยไปแค่ 200 เมตรเท่านั้น ทำให้ตำแหน่งในกลุ่มสำคัญต่อสปรินเตอร์มากๆ ยวนอธิบายถึงชัยชนะของเขา:

“ตอนผมดูโปรไฟล์สเตจ ผมรู้ว่าต้องเป็นคนแรกที่ออกจากโค้งสุดท้ายให้ได้ แต่มันมีปัญหาเพราะช่วง 30 กิโลเมตรสุดท้ายผมรู้สึกแย่ ทางมันยากกว่าที่ผมคิด”

“แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนสักอย่าง ทีมเราไม่คิดว่าจะมีเบรกอเวย์กลุ่มใหญ่หนีไปแต่แรก เลยต้องเปลืองแรงทั้งทีมช่วยกันคุมกลุ่มหนี ตอนท้ายผมไม่เหลือใครมาลีดเอาท์ให้เลย ผมรู้ว่าผมต้องออกจากโค้งเป็นคนแรกให้ได้ แล้วมันเป็นการสปรินต์ที่ยาวเกือบ 300 เมตร ผมรู้ว่าผมน่าจะชนะถ้าสปรินต์ไม่เกิน 150 เมตร เพราะงั้นมันก็เสี่ยงเหมือนกัน”

“แทนที่จะขึ้นนำแต่แรก ผมตามล้อแอคเคอร์แมน โชคดีที่ผมยังเหลือแรงเร่งกระชาก เลยแซงเขาออกมาได้”

วิดีโอไฮไลท์

“การสปรินต์วันนี้มันไม่เหมือนสเตจอื่นๆ ครับ มันไม่ใช่เรื่องความเร็ว แต่เป็นการระเบิดพลังล้วนๆ เพราะเราสปรินต์จากความเร็วต่ำจากที่ออกโค้งมา ผมไม่ได้สปรินต์ในท่าก้มต่ำเหมือนที่เคย เพราะมันไม่จำเป็นและมันทำให้ออกแรงเต็มที่ไม่ได้ ที่ความเร็วต่ำแบบนี้ แอโรไดนามิกก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น (Max Speed ในการสปรินต์เมื่อคืนนี้ไม่ถึง 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

 

3. วิวิอานีพลาดอีกหนึ่งสเตจ

เอเลีย วิวิอานี (Quickstep) ยังคงไม่มีชัยชนะอย่างเป็นทางการใน Giro d’Italia ปีนี้ และเมื่อคืนนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เขาพลาดโอกาสสำคัญ​ ถึงแม้ทีม Quickstep จะทำหน้าที่ลีดเอาท์ได้ดีที่สุด

การพลาดชัยชนะครั้งนี้หมายความว่าเขาน่าจะหมดโอกาสชิงเสื้อเจ้าความเร็วอย่างแน่นอนแล้ว เพราะเขายังไม่มีคะแนนในหมวดนี้เลยแม้แต่คะแนนเดียว ในขณะที่ปาสคาล แอคเคอร์แมน ผู้นำคะแนนรวม ตอนนี้มีเก็บไว้ถึง 150 คะแนน

วิวิอานียังเหลือโอกาสในการสปรินต์อีก 3 ครั้ง (จากสเตจทางราบที่เหลือ)​ ทางเดียวที่เขาจะมีโอกาสลุ้นเสื้อเจ้าความเร็วคือต้องชนะให้ได้ทั้งสามสเตจ (แชมป์ได้สเตจละ 50 คะแนน) แต่ถ้าเขาชนะได้แค่ 1-2 สเตจ ก็เป็นไปได้ที่เขาอาจจะถอนตัวจากการแข่งขันก่อน Giro จะจบ เพราะสัปดาห์ที่ 2-3 นั้นแทบไม่มีสเตจทางราบเหลือเลย และถ้าหมดโอกาสคว้าเสื้อผู้นำคะแนนรวมแล้วก็ไม่มีประโยชน์ท่ีจะปั่นต่อจนจบรายการ

 

4. วันที่สามในเสื้อชมพูของวาเลริโอ คอนติ

วาเลริโอ คอนติ (UAE) ยังคงนำการแข่งขันเป็นวันที่สามติดต่อกัน และมีแนวโน้มว่าอาจจะนำต่อไปจนถึงสัปดาห์ที่สอง จากที่ปัจจุบันเขามีเวลารวมนำกลุ่มตัวเต็ง GC ถึง 5:24 นาที ต่อให้เขาจะทำเวลาได้ไม่ดีมากในสเตจ 9 ซึ่งเป็นการปั่นไทม์ไทรอัล ก็ไม่น่าจะเสียเวลาให้พริมอซ​ โรจ์ลิค – ตัวเต็งรายการที่ปั่นไทม์ไทรอัลได้ดีที่สุดในรายการนี้ ถึง 5 นาที

 

5. ทีม Trek มาแข่งด้วยนะ รู้หรือเปล่า

“ทีมนี้ปั่นเพื่อสุขภาพ” กลายเป็นมุกล้อเลียนทีม Trek-Segafredo สำหรับแฟนจักรยานคนไทยไปเสียแล้ว จากที่ทีมมีผลงานน้อยมาก และไม่ค่อยจะมีบทบาทในแกรนด์ทัวร์สักเท่าไร ทั้งในสเตจทางราบและภูเขา แต่ปีนี้ทีมมีนักปั่นที่ดูเข้าท่าอยู่คนหนึ่งซึ่งก็คือผู้นำประเภทเจ้าภูเขาตอนนี้ – กิวลิโอ ชิคโคเน่ นักปั่นชาวอิตาลีวัย 24 ปี ที่ครองเสื้อน้ำเงินมาตั้งแต่สเตจ 1

Trek ซื้อตัวชิคโคเน่มาจากทีม Bardiani CSF ซึ่งเป็นทีมดิวิชันสอง เขายังไม่มีผลงานโดดเด่นเท่าไร และยังไม่มีชัยชนะในการแข่งขันระดับ WorldTour แต่ก็เป็นหนึ่งในนักไต่เขาที่น่าติดตามในสองสัปดาห์ที่เหลือของการแข่ง Giro ปีนี้ครับ และอาจจะเป็นความหวังที่ดีที่สุดของทีม Trek ในการคว้าแชมป์สเตจ

ผลการแข่งขัน

พรีวิวสเตจ 9

วันนี้เป็นวันสำคัญของผู้ท้าชิงแชมป์รายการ สเตจ 9 เป็นการปั่นไทม์ไทรอัลระยะทาง 34.8 กิโลเมตรที่ออกแบบมาได้ทำร้ายจิตใจคนปั่นมากๆ ครับ ด้วยการแบ่งเส้นทางครึ่งหนึ่งเป็นทางราบ (ขึ้นเนินนิดๆ) และช่วงครึ่งหลังที่เป็นทางเขา ที่ช่วงแรกชันเฉลี่ยถึง 7% ก่อนจะเป็นทางขึ้นๆ ลงๆ และไปชันอีกทีตอนก่อนเข้าเส้นชัย ทำให้การเฉลี่ยแรงเป็นเรื่องชวนปวดหัวสุดๆ

ถึงโปรไฟล์จะดูคล้ายกับสเตจ 1 แต่ด้วยที่ระยะทางยาวกว่าเกือบสามเท่า หมายความว่านักไต่เขาที่เป็น pure climber จริงๆ อาจจะเสียเวลาได้เยอะในสเตจนี้ เพราะก่อนจะขึ้นเขาที่ถนัด พวกนี้ก็ต้องเจอช่วงทางราบเกือบ 20 กิโลเมตรก่อน กลับกันนักปั่นที่เป็น TT Specialist ก็ไม่น่าจะทำเวลาได้ดีมาก เพราะพ้นช่วงทางราบแล้วก็ต้องขึ้นเขาต่อกันเกือบ 12 กิโลเมตร รวมๆ แล้วเป็นสเตจ TT ที่ต้องวางแผนกันอย่างละเอียด เพื่อให้เฉลี่ยแรงได้เข้ากับทักษะตัวเองที่สุด

เส้นทางแบบนี้เหมาะกับพริมอซ โรจ์ลิค (Jumbo-Visma) อย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากจะปั่นทางราบได้เร็วมากๆ แล้วเขายังขึ้นเขาได้ไม่แพ้ผู้ท้าชิงคนอื่นด้วย เป็นตัวเต็งเบอร์หนึ่งของสเตจนี้อย่างแน่นอน ยิ่งทอม ดูโมลาน (Sunweb) ถอนตัวไปแล้ว ก็ไม่มีผู้ท้าชิงคนไหนที่ปั่น Time Trial ได้ดีเท่าเขาอีกแล้วครับ

เคสที่น่าดูคือไซมอน เยทส์ (Mitchelton-Scott) เพราะทำเวลาได้ดีมากในสเตจ TT แรก สมกับที่คุยไว้ว่าปีนี้อัปเลเวลการปั่น TT มาแบบที่คู่แข่งคาดไม่ถึงแน่ๆ ถ้าเยทส์เซฟเวลาช่วงต้นสเตจได้ดี เขาก็ไม่น่าจะเสียเวลาให้โรจ์ลิคมากนักในช่วงทางขึ้นเขา

เช่นเดียวกับนิบาลี (Bahrain-Merida) ที่ฟอร์มดีเป็นพิเศษใน Giro ปีนี้ เวลาเขาฟอร์มดี อย่างใน Tour de France 2014 ที่เขาได้แชมป์รายการ เขาได้อันดับ 4 ของสเตจ ช้ากว่าโทนี มาร์ติน แชมป์สเตจ +1:58 นาที แต่ช้ากว่าดูโมลาน (ที่ 2 สเตจ) แค่ 19 วินาทีเท่านั้น

พยากรณ์อากาศรายงานว่าฝนอาจจะตก ซึ่งก็น่าจะมีผลต่อเวลาไม่น้อย รวมๆ แล้วเป็นสเตจที่น่าดูครับ