เปิดตัว: 2020 BMC Roadmachine

วันนี้ BMC แบรนด์จักรยานชื่อดังจากสวิสเซอร์แลนด์เปิดตัวเสือหมอบ “รอบด้าน” รุ่นล่าสุดในชื่อ BMC Roadmachine

BMC Roadmachine เป็นเสือหมอบซีรีย์ที่น่าสนใจครับ สมัยก่อนเราอาจจะเรียจักรยานรุ่นนี้ว่า “เสือหมอบเอนดูรานซ์” คำว่า เอนดูรานซ์ในความหมายของคนไทยก็คือ เสือหมอบที่มีองศาการปั่นไม่ก้มต่ำเหมือนเสือหมอบ “แข่งขัน” ออกแบบมาให้ซับแรงสะเทือนดีกว่า ขี่สบายกว่า และบังคับควบคุมได้ง่ายกว่า

แต่ขณะเดียวกันเสือหมอบเอนดูรานซ์มักเป็น “รุ่นรอง” นั่นคือไม่ได้ใช้เทคโนโลยีล่าสุดเหมือนในเสือหมอบ “แข่งขัน”​ เฟรมมีน้ำหนักมากกว่า อะไหล่ที่ให้มาก็มักจะหนักกว่า ทำให้เสือหมอบเอนดูรานซ์เป็นอะไรที่นักปั่นที่ชื่นชอบเทคโนโลยีจักรยานจำนวนมากเลือกมองข้าม

The Roadmachine

ก่อนหน้านี้ไลน์ Roadmachine หรือ “RM” ของ BMC จริงๆ แล้วจัดอยู่ในประเภทเสือหมอบแข่งขัน แต่เป็น “รุ่นรอง” จากซีรีย์ BMC SLR จนปี 2017 BMC ต้องการที่จะนิยามคอนเซปต์ของจักรยาน “เอนดูรานซ์” ใหม่ โดยที่เสือหมอบขี่สบายอย่างที่เรารู้จักกันนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรถรุ่นรองท็อปอีกต่อไปแล้ว เพราะ BMC จะยัดเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เหมือนที่ใช้ในไลน์ SLR มาไว้ใน Roadmachine ทั้งหมด โดยยังคงคอนเซปต์เป็นเสือหมอบที่ขี่สบายและใช้ลุยได้ทุกเส้นทางที่ไม่วิบากจนเกินไป

พูดง่ายๆ คือเจ้า Roadmachine นี่จะเป็นหมอบเอนดูรานซ์ระดับพรีเมียมนั่นเองครับ BMC ออกแบบมาให้มันเป็นจักรยานที่พร้อมลุยรอบด้าน ไม่ใช่แค่บนถนนทางเรียบเหมือน SLR ส่วนเขาจะทำยังไงให้มันรอบด้านสมชื่อนั้นมาดูกัน

BMC Roadmachine ปี 2020 นี้ยังคงหน้าตาเหมือนรุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2017 แต่ปรับจูนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหลักอาน ตะเกียบ ตัวเฟรม เพิ่มความสติฟฟ์ ลดน้ำหนักลง รองรับการใช้งานยางหน้ากว้างสูงสุดถึง 33 มิลลิเมตร (!)

Roadmachine 2020 จะเป็นเฟรมคาร์บอนทั้งหมด มีให้เลือกสองระดับคือ Roadmachine 01 และ Roadmachine 02 โดยมีสเป็คให้เลือกหลายระดับราคา สำหรับ Roadmachine 01 จะมีเฟรมเซ็ตให้เลือกด้วย แต่ Roadmachine 02 จะมีเฉพาะคอมพลีทไบค์เท่านั้น

Roadmachine One Frame Module

เฟรม Roadmachine ทั้งสองรุ่นรองรับระบบดิสก์เบรกเท่านั้น ใน Roadmachine 01 ตัวท็อป เฟรมจะมากับชุดค็อกพิท (แฮนด์และสเต็ม) แบบอินทิเกรทและตะเกียบที่ช่วยซ่อนสายเบรกและเกียร์ทั้งหมด ส่วนใน Roadmachine 02 ก็ใช้เฟรมรุ่นเดียวกัน แต่ใชะตะเกียบคนละตัวทำให้ไม่สามารถซ่อนสายได้ทั้งหมดเหมือน 01 (แต่ยังเดินสายภายในเฟรม โดยจะสายผ่านบริเวณท่อล่างแทน)

ถ้าใครคิดว่าเฟรมเอนดูรานซ์หนักกว่าเฟรมแข่งขันทั่วไปก็อาจจะต้องเปลี่ยนความคิด เพราะ Roadmachine 01 ในไซส์ 54 นั้นหนักเพียง 895 กรัม เบากว่าเฟรมเสือหมอบแอโรเกือบทุกรุ่นในตลาด และเบากว่า Roadmachine 2017 ที่หนัก 920 กรัมในไซส์เดียวกัน (54cm)

นอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว BMC ยังเคลมว่าบริเวณกระโหลกส่งถ่ายแรงได้ดีขึ้น 5% และค่าความแข็งเกร็งต่อแรงบิดเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้เฉียบคมมั่นคงมากขึ้น

หลักอานเป็นทรง D-Shape ตามสมัยนิยม รูปทรงเพรียวลงกว่าเดิมเพื่อลดน้ำหนัก ซีทสเตย์ก็ออกแบบใหม่ให้เป็นแบบอสมมาตร ทั้งหมดนี้ BMC เคลมว่ารถซับแรงสะเทือนได้ดีกว่าเดิม 25%

ตะเกียบหน้าก็ออกแบบให้อสมมาตรเช่นกัน โดยขาตะเกียบฝั่งซ้ายที่ยึดดิสก์เบรกจะมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อให้ทนต่อแรงเบรก โดยที่ขาขวาขนาดเล็กกว่าเพื่อลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็น แกน Thruaxle ที่ใช้ทั้งหน้าและหลังขนาด 12mm

รองรับดิสก์เบรก Flatmount

กะโหลกใช้แบบ PF86 และตัวเฟรมมีตัวกันโซ่ตกบิลด์อินมาเรียบร้อยแล้ว สำหรับคนที่อยากจะใช้จักรยานรุ่นนี้ในทางวิบากที่อาจจะทำให้โซ่กระพือได้มากกว่าปกติและป้องกันไม่ให้โซ่เข้าไปติดในเฟรมจนเป็นรอยถลอกด้วย

จุดเด่นที่สุดของเสือหมอบ BMC รุ่นใหม่ก็คือช่วงหน้ารถ แฮนด์และเสต็มแบบอินทิเกรทที่ถอดประกอบง่าย เพราะใช้แฮนด์และสเต็มแยกชิ้นกัน แต่ออกแบบรูปทรงให้เข้าคู่กัน และใช้ระบบเดินสายอย่างที่เห็นในรูปด้านล่าง

จะเห็นว่าแทนที่จะร้อยสายผ่านตัวสเต็มเองแบบเสือหมอบแอโรหลายๆ รุ่น BMC ทำชุดแหวนรองสเต็มและฝาประกับใต้สเต็มที่ใช้เดินสายเบรกหน้าและเกียร์เก็บไว้ข้างในได้ทั้งหมด และง่ายต่อการปรับ ไม่ต้องรื้อรถบบเบรกไฮดรอลิก แหวนรองสเต็มทำเป็นสลักแบบสอดรับกัน และซางตะเกียบรุ่น 01 ก็ปาดด้านข้างออก (ไม่ใช่ซางกลม) เพื่อให้เดินสายเกียร์และเบรกได้โดยไม่ต้องกังวลว่าสายจะสีกับซางเวลาหันเลี้ยว

รูกลวงสองรูบนท่อนอนนั้นก็ออกแบบมาให้ติดตั้งกระเป๋าติดเฟรม สำหรับคนที่อยากจะออกผจญภัยระยะทางไกลจะได้ติดกระเป๋าเข้ากับเฟรมได้เลยไม่ต้องหาสายรัดพันให้วุ่นวาย

สเต็มมากับฐานยึดไมล์จักรยาน ไฟ และกล้องแอคชันแคม โดยใช้วิธีขันยึดเข้ากับฝาหน้าของสเต็ม สเต็มมีให้เลือก 0 องศาที่ความยาว 55/70/80/90/100mm และสเต็ม -12 องศา มีความยาวให้เลือก 90/100/110/120/130mm

แต่ถ้ากลัวว่าแหวนรองคอจะไม่พอ ก้มต่ำมากไม่ได้ Roadmachine ก็มากับฝาปิดชุดถ้วยคอ (headset top cap) สองความสูง แบบเตี้ย 7.2mm และแบบสูง 32mm ช่วยลดแหวนรองคอที่ใช้หากผู้ใช้จำเป็นต้องเซ็ตแฮนด์ให้สูง

หลักอานก็มีให้เลือกสองแบบทั้งแบบหลักอานตรงและเยื้องหลัง 15m

Geometry หรือมิติรถเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปี 2017 เล็กน้อย ด้วยอัตราส่วน stack:reach ที่ 1.41 (ไซส์ 51cm และใช้ topcapแบบเตี้ย) ก็จัดว่าเป็นเสือหมอบที่ไม่ก้มต่ำมากนัก เทียบกับเฟรมแอโรของแบรนด์​ Timemachine Road 01 ที่ stack:reach อยู่ที่ 1.36

 

สเป็ค / ราคา

Roadmachine 01 มีคอมพลีทไบค์ให้เลือก 4 รุ่น และมีเฟรมเซ็ตขายแยกต่างหาก ส่วน Roadmachone 02 มีเฉพาะคอมพลีทไบค์

Roadmachine 01 One ตัวท็อป มากับกรุ๊ป SRAM Red eTap AXS และล้อ ENVE AR 4.5 ราคา 10,999 USD
Roadmachine 01 Two มากับกรุ๊ปเซ็ต Shimano Dura-Ace Di2 และล้อ Mavic Ksyrium Pro Carbon SL UST ราคา 9,999 USD
Roadmachine 01 Three มากับชุดขับ SRAM Force eTap AXS และล้อ DT Swiss ERC 1400 Spline DB 47 ราคา 7,699 USD
Roadmachine 01 Four มากับชุดขับ Shimano Ultegra Di2 และล้อ DT Swiss ERC 1650 Spline db 47 ราคา 7,299 USD 
Roadmachine 02 One มากับชุดขับ Shimano Ultegra Di2 และล้อ DT Swiss E1800 Spline db 32 ราคา 4,999 USD
Roadmachine 02 Two มากับชุดขับ Shimano Ultegra และล้อ DT Swiss E 1850 Spline db 23 ราคา 3,999 USD
Roadmachine 02 Three มากับชุดขับ Shimano 105 และล้อ Shimano RS-370 TL ราคา 3,199 USD

https://www.bmc-switzerland.com