Sendai หรือ เซนได ชื่อนี้สำหรับคนไทยในปัจจุบัน อาจจะคุ้นในฐานะ เป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2011 แต่ถ้าใครตามสื่อบ่อยๆ อาจจะจำได้ว่า สัก 10 ปีก่อน เซนได เป็นเมืองที่ถูกโปรโมทเรื่องการท่องเที่ยวหนักมาก มีเรื่องราวของเซนไดลงสื่อต่างๆ ในไทยตั้งแต่สมัยที่การท่องเที่ยวญี่ปุ่นยังไม่ได้บูมแบบทุกวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นเมืองแรกๆ ที่ทางญี่ปุ่นเข้ามาเจาะตลาดเมืองไทยก็ได้

       น่าเสียดายที่ในตอนนั้นการไปเที่ยวญี่ปุ่นยังไม่ได้สะดวกเหมือนทุกวันนี้ เซนได เลยเป็นได้แค่หมุดหมายที่วางไว้ แต่ไม่ได้ไปเสียที จนเป็นที่มาของคำถามว่า เซนได มีอะไรดีเหรอ


เซนไดอยู่ที่ไหน? 

    เซนได คือเมืองหลวงของจังหวัดมิยากิ ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ถ้าเดินทางจากโตเกียว ก็มีทางเลือกทั้งบินต่อเครื่องในประเทศ หรือว่านั่งรถชิงคันเซนก็ตรงไปถึงเมืองเซนไดเลย และทุกวันนี้ถ้าจะจัดให้เซนไดเป็นเมืองสำคัญสุดของทางตะวันออกเฉียงเหนือก็คงไม่ผิดอะไร เพราะเซนไดก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานไม่แพ้เมืองเก่าแก่หลายๆ เมือง เซนไดเริ่มรุ่งเรืองในช่วงประมาณ คศ. 1600 ในยุคไฟสงคราม ที่ขุนศึกแต่ละเมืองก็ต่างรบรากันเพื่อชิงความเป็นใหญ่

       ฝั่งเซนไดได้ขุนศึกชื่อดัง ดาเตะ มาซามุเนะ ขึ้นครองอำนาจ และอาศัยแผนการที่ชาญฉลาด พาเมืองของเขารอดจากสงครามชิงแผ่นดินได้ และยังทุ่มให้กับการพัฒนาเมืองด้วยการค้าขาย ด้วยความที่ตำแหน่งของเมืองเหมาะกับการขนส่งสินค้าทางทะเล ทำให้ดาเตะสามารถพัฒนาเมืองได้อย่างรวดเร็ว และยังหัวก้าวหน้าขนาดส่งกองเรือไปสานสัมพันธ์กับวาติกัน ทำให้ทุกวันนี้ เมื่อเดินเที่ยวในเมืองเซนไดก็อาจจะเห็นอิทธิพลของตะวันตกในงานสถาปัตยกรรมของเมืองได้ และยังมีอนุสรสถานที่เกี่ยวกับตระกูลดาเตะ หรือดาเตะ มาซามุเนะให้เห็นในเมืองได้เรื่อยๆ

       ด้วยการมุ่งเน้นการพัฒนาเมือง ทำให้ทุกวันนี้เซนไดกลายเป็นหัวเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งไป แต่แม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่เซนไดก็สามารถรักษาเอกลักษณ์ของเมืองตรง ความเขียวขจี ในเมืองได้เป็นอย่างดี ถ้าได้ลองเดินเที่ยวในเซนได จะเห็นว่า เป็นเมืองที่บรรยากาศเขียวขจีเป็นอย่างมาก เพราะในตัวเมืองเขาเน้นปลูกต้นไม้ใหญ่ เพื่อให้มีเงาไม้ปกคลุมทั่วเมือง สะดวกสบายต่อการใช้ชีวิตแม้จะเป็นเมืองใหญ่ จนเซนไดได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองที่เขียวที่สุดในญี่ปุ่นไปโดยปริยาย หายากครับที่เมืองใหญ่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ขนาดนี้ ตอนที่เราปั่นจักรยานกันในเมืองตอนเช้า ก็ต้องบอกเลยว่านี่เป็นเมืองที่ปั่นจักรยานแล้วรู้สึกร่มรื่นสบายใจเอามากๆ ทั้งๆ ที่ถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ปกคลุมคือถนนเส้นหลักของเมืองอย่างถนนฮิโรเสะเสียด้วยซ้ำ


ทางเลือกที่ไม่ใช่โตเกียว

       เพราะความร่มรื่นนี่ล่ะครับ ที่ทำให้เซนไดเป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินเที่ยวมาก ถ้าใครเบื่อไปหัวเมืองใหญ่คนจอแจแล้ว ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวทางนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะเซนไดก็ใหญ่พอที่จะมีร้านรวงต่างๆ ครบครัน แต่ก็ไม่ได้วุ่นวายอะไร และเราสามารถเดินเที่เล่นในเมืองได้อย่างสบาย

หลงแสงสีนิดนึงก่อนจะเข้าป่าเข้าเขา

       ตั้งแต่สถานีรถไฟเซนได ที่มีทางเชื่อมไปห้างต่างๆ รอบสถานี แล้วยังมีย่านการค้านที่มีหลังคาปกคลุมให้ได้เดินชมได้ยาวๆ ขนาดกว้างขวางมากจนเรียกได้ว่าเดินกันได้อย่างสบายใจ แถมด้วยความที่สภาพอากาศแถบเซนไดเย็นสบายกว่าทางโตเกียวยิ่งทำให้เดินได้เพลินครับ

   และสำหรับนักท่องเที่ยวจากเมืองไทย อีกวิธีหนึ่งที่เหมาะกับการท่องเที่ยวในโซนนี้คือ ซื้อตั๋ว JR Pass โซนตะวันออก แล้วก็ยึดเซนไดเป็นศูนย์กลาง นั่งรถไฟไปมาไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ในโซนตะวันออกเฉียงเหนือแบบไปเช้าเย็นกลับได้ ไม่ต้องย้ายโรงแรมไปมาบ่อยๆ เพราะอยู่ในระยะทำการของชิงคันเซนนั่นเองครับ


วิวสวย, ปั่นสนุก, อาหารเด็ด

       สำหรับนักปั่นแล้ว เซนไดก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่คิดว่าน่าจะสนุกกันได้แน่นอน เพราะจังหวัดมิยากิเป็นเมืองที่มีภูมิศาสตร์ที่ครบครัน ทั้งปั่นเลียบทะเล ทั้งภูเขา รวมถึงแม่น้ำ ด้วยสภาพถนนที่คุณภาพดีตามมาตรฐานญี่ปุ่น และการจราจรที่ไม่ได้จอแจมาก ทำให้ทั้งจังหวัดก็คือเส้นทางปั่นที่ชวนให้สนุกมากๆ หนึ่งในเส้นทางแนะนำคือเส้นทางที่ทางทีม DT ได้ไปปั่นรอบก่อนคือ จากตัวเมืองเซนได ไปถึงอ่าวมัตซึชิมะ หนึ่งในสามวิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นนั่นเอง

     จากตัวเมืองเซนได เราปั่นจักรยานประมาณ 30 กิโลเมตรถึงอ่าวมัตซึชิมะ ที่เราจะพบกับถนนเลียบทะเล ที่ชาวญี่ปุ่นเองก็ยังแห่กันมาเที่ยว เพราะมันคืออ่าวที่มีเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่เต็มไปหมด เมื่อมองจากจุดชมวิวแล้วก็จะได้เห็นวิวงามๆ สมกับที่มัตซึโอะ บะโช กวีดังของญี่ปุ่นมาเยือนที่นี่แล้วตกตะลึงในความงาม จนไม่สามารถเขียนกลอนไฮคุอะไรได้ นอกจากแค่เอ่ยชื่อมัตซึชิมะเท่านั้น

       จะบอกว่า คำศัพท์ในพจนานุกรมยังไม่เพียงพอกับการบรรยายความงามของสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของกวีเอกก็คงได้ และระหว่างทางเรายังสามารถแวะตลาดปลา เติมพลังด้วยอาหารทะเลสดๆ ในตลาดที่เราสามารถเลือกซื้อมา แล้วมาซื้อเซ็ตข้าวเปล่า กินตรงตลาดปลานั่นเลย ทำให้เส้นทาง เซนได มัตซึชิมะ เป็นเส้นทางปั่นจักรยานแบบวันเดย์ทริปที่ต้องขอแนะนำจริงๆ

       นอกจากอาหารทะเลที่ไฮไลต์ของการท่องเที่ยวเมืองนี้แล้ว ยังมีของขึ้นชื่อของเมืองอีกสองอย่างคือ ลิ้นวัว และ ถั่วแระ ที่หน้าเป็นตาของเมืองจริงๆ ใครมาที่นี่ก็ไม่ควรพลาดลองหาร้านขายลิ้นวัวอร่อยๆ ในเมืองชิมดู เพราะคนชอบลิ้นวัวอย่างผมต้องบอกว่า ของเค้าเทพจริงๆ ครับ รอบที่ผ่านมาเราลองเปิดดูว่าร้านไหนน่าสนใจผ่านแอพ ก็พบร้านหน้าสถานีนั่นเอง ที่มีอาหารทำจากลิ้นวัวหลายรายการ และต้องยอมรับว่าของเขานี่คุณภาพดี อร่อย หนุบหนับเคี้ยวเพลิน สมคำโฆษณา

       ส่วนถั่วแระ หรือ เอะดะมะเมะ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนคาดไม่ถึง แต่ลองชิมแล้วจะพบกับความสดใหม่ดีครับ ถ้าไม่อยากกินถั่วแระตรงๆ ก็ลอง มิลค์เชคถั่วแระ หรือ Zunda Shake (ซุนดะ เชค) ก็ได้ พบได้ตามสถานีรถไฟหรือในสนามบินเซนไดครับ รสชาติมันจะเค็มๆ มันๆ อร่อยไปอีกแบบดีครับ (สามารถซื้อแล้วถือเข้าเกตไปรอขึ้นเครื่องในประเทศได้ด้วยนะครับ)

       สำหรับของฝากหรือของที่ระลึก ตามที่บอกไปว่า เมืองนี้มีเจ้าถิ่นคือ ดาเตะ มาซามุเนะ ดังนั้นก็จะพบของที่ระลึกที่เกี่ยวกับเขาเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นตัวมาสคอต หรือคาแรคเตอร์ต่างๆ ที่เล่นกับชุดเกราะที่มีหมวกพร้อมสัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวสีทอง ตามแบบชุดเกราะชื่อดังของดาเตะ มาซามุเนะนั่นเอง ผมเองก็เผลอซื้อเจ้า Rilakkuma ใส่ชุดเกราะลายนี้มาครับ

       และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวแทนงาน OTOP ของจังหวัดได้เป็นอย่างดีคือ โคเคชิ หรือตุ๊กตาไม้ทรงกระบอก ที่เป็นของเล่นโบราณที่ช่างฝีมือทำให้ลูกๆ เล่น ไปๆ มาๆ กลายเป็นของประจำท้องถิ่นไป และจุดกำเนิดก็มาจากที่ ซะโอ ในจังหวัดมิยากิ ก่อนจะแพร่หลายไปยังจังหวัดอื่นๆ ในภูมิภาคเช่นกัน ถ้าเราไปที่ พิพิธภัณฑ์โคเคชิ ที่ซะโอ นอกจากจะได้พบกับโคเคชิหลากรูปแบบแล้ว เราก็ยังสามารถเพนต์ลายโคเคชิในแบบของตัวเองแบบหนึ่งเดียวในโลกได้ด้วย

Mangattan Museum

       ของฝากแถมท้ายสำหรับคนชอบมังงะหรืออนิเมะ ที่มัตซึชิมะ มี Mangattan Museum หรือ พิพิธภัณฑ์มังงะของ Ishinomori Shotaro หนึ่งปรมจารย์ของวงการมังงะและโทคุซัตซึของญี่ปุ่น เพราะอาจารย์คือคนที่สร้างผลงานไว้มากมาย ตั้งแต่การวางรากฐานให้กับ Kamen Rider และ ขบวนการห้าสี รวมไปถึง Cyborg 009 มังงะคลาสสิกตลอดกาล ใครชอบก็ตามไปชมกันได้

       สำหรับคนชอบเรื่อง โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ คือ เซนไดคือบ้านเกิดของอาจารย์ Araki Hirohiko เจ้าของผลงาน และมักจะแอบเอาชื่อสถานที่ต่างๆ ในเมืองมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร เช่น ถนน Hirose ก็กลายมาเป็น Hirose Kouichi หรือย่าน Kakyouin ก็กลายมาเป็น Kakyouin Noriaki และเมืองเซนไดยังเป็นต้นแบบของ เมืองโมริโอ ในภาค 4 (Diamond is Unbreakable) และภาค 8 (Jojolion) อีกด้วย ใครสนใจตามรอยก็แวะมาดูได้ครับ


สรุป

       ที่ไล่เรียงมาก ก็อยากให้เห็นว่า เซนได มีอะไรมากกว่าที่คิดครับ แม้อาจจะมีภาพจำว่าได้รับผลกระทบจากซึนามิ แต่ตอนนี้เขาก็ฟื้นสภาพกลับมาได้เป็นอย่างดีแล้ว และมีอะไรครบครันพอ นักปั่นที่มาเดี่ยวก็สนุกได้ ใครพาครอบครัวไป ก็สามารถหากิจกรรมให้ครอบครัวทำได้สนุกเช่นกัน มาแล้วรับรองไม่เบื่อหรอกครับ


Presented by Miyagi Inbound DMO
Author

สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น ชอบปั่นจักรยาน ฟังเพลง อ่านหนังสือ และเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบ มีผลงานหนังสือกับสำนักพิมพ์แซลมอนมา 3 เล่มแล้วจ้า