เปิดตัว New Specialized Roubaix: โช๊คใหม่, ลดน้ำหนัก, เพิ่มความแอโร

วันนี้ Specialized เปิดตัวจักรยานเอนดูรานซ์ Specialzied Roubaix เจเนอเรชันใหม่ที่ออกแบบมาให้เน้นปั่นบนทางวิบากได้สบายยิ่งกว่ารุ่นก่อนด้วยระบบโช๊คซับแรงสะเทือนที่ฝังอยู่ในช่วงหน้าของรถ ลดน้ำหนัก เพิ่มความลู่ลม และเพิ่มไซส์ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ระดับราคาหมื่นกลางๆ ไปจนถึงรุ่นท็อปสำหรับนักแข่งราคาหลายแสน จะมีรายละเอียดยังไงลองมาดูกันครับ

Roubaix เป็นโมเดลที่อยู่กับ Specialized มาหลายสิบปีและได้รับการปรับปรุงมาหลายเจเนอเรชัน ขณะเดียวกัน Specialized ก็กล่าวว่า มันเป็นจักรยานที่ได้แชมป์ Paris-Roubaix เยอะที่สุดถึง 6 สมัยเทียบกับจักรยานเอนดูรานซ์จากแบรนด์อื่นๆ

Paris-Roubaix เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อเล่น “Hell of the North” หรือ “นรกทางตอนเหนือ” เป็นสนามแข่งคลาสสิคทางวิบากในฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายทรมานที่สุดสำหรับผู้เข้าแข่งขันด้วยเส้นทางถนนหินที่ท้าทายความสามารถการบังคับรถของผู้เข้าแข่งขัน

ถึงจะเป็นจักรยานที่ประสบความสำเร็จในวงการโปร แต่ Specialized กล่าวว่านักปั่นทั่วไปไม่ได้สนใจ Roubaix เหมือนที่สนใจในจักรยานโมเดลอื่นๆ ของแบรนด์อย่าง Tarmac (เสือหมอบแข่งขัน all around น้ำหนักเบา) หรือ Venge (เสือหมอบแข่งขันทรงแอโร)

ส่วน Roubaix ถูกมองว่าเป็นจักรยานสำหรับมือสมัครเล่นที่ไม่ได้จริงจังกับการปั่นจักรยาน จากหน้าตาที่ดูไม่ “ซิ่ง” เหมือนรถแข่ง แถมยังมีกล่องเก็บอุปกรณ์ที่ทำให้ดูเหมือนจักรยานสำหรับทัวร์ริง

ใน Roubaix เจเนอเรชันใหม่ Specialized เลยปรับโฉมและประสิทธิภาพใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เป็นรถแข่งที่คนทั่วไปก็อยากจะซื้อใช้เช่นกัน

2019 Roubaix มากับโช๊คที่ฝังอยู่ในซางตะเกียบ ในชื่อ Future Shock 2.0 กับระบบซับแรงสะเทือนไฮดรอลิก ที่ผู้ใช้สามารถปรับความแข็งโช๊คได้ตามต้องการ พร้อมหลักอานใหม่ที่ให้ตัวบนทางสะเทือนได้ดีกว่าเดิม

คอนเซปต์ของ Roubaix คือแทนที่จะลดแรงสะเทือนจากถนนสู่ตัวจักรยานโดยไม่สนใจคนปั่น ซึ่งแนวคิดแบบนี้ทำให้ได้จักรยานที่นิ่มสบาย แต่เวลาต้องการเร่งประสิทธิภาพจริงอาจจะได้รถที่ย้วยและหนืด ขี่ไม่สนุก Specialized เปลี่ยนวิธีคิด ออกแบบให้ตัวผู้ปั่นเองที่สะท้านน้อยลงแต่ยังอยู่บนจักรยานที่ตอบสนองแรงดี ควบคุมได้เฉียบคม เหมือนรถแข่งทั่วๆ ไป

เช่นบริเวณโช๊คที่คอรถนั้นก็ออกแบบให้แฮนด์และสเต็มเคลื่อนที่ขึ้น-ลงอยู่เหนือท่อคอ (เพื่อรักษาความสติฟฟ์ส่วนหน้า) ในขณะที่หลักอานนั้นให้ตัว หน้า-หลัง แต่แยกส่วนกับซีทสเตย์ (เพื่อให้ช่วงหลังไม่หนืดย้วย) เป็นต้น

 

Future Shock 2.0

จุดที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือโช๊คหน้ารถที่เรียกว่า Future Shock 2.0 ที่มากับสปริงที่ให้ตัวในแนวดิ่งได้ 2 เซนติเมตร แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตัวโช๊คมากับระบบ hydraulic dampener ที่ผู้ใช้สามารถปรับความสติฟฟ์ของโชํ๊คได้ผ่านลูกบิดที่บริเวณฝาปิดสเต็ม

จาก Future Shock 1.0 ที่ผู้ใช้สามารถเลือกความแข็งสปริงได้สามระดับ ใน Future Shock 2.0 ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสปริงแล้ว แต่ปรับฟีลลิงความแข็งของโช๊คได้ด้วยลูกบิดตัวนี้

อย่างไรก็ดีระบบ Future Shock 2.0 มีให้ใช้แค่ในไลน์อัป S-Works และ Pro เท่านั้น สำหรับ Roubaix รุ่นที่ราคาถูกกว่าเช่น Roubaix Comp หรือ Roubaix Expert จะมากับ Future Shock 1.5 ซึ่งเป็นโช๊คสปริงที่ปรับระยะยุบตัวได้แต่ไม่มีระบบไฮดรอลิกและลูกบิดสำหรับปรับระยะมาด้วย

เฟรมที่มากับ Future Shock 1.5 อัปเกรดไปเป็น Future Shock 2.0 ไม่ได้

 

หลักอานใหม่ สบายกว่าเดิม

ส่วนที่สองที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือช่วงหลักอาน ที่เป็นหลักอานทรงแอโร แต่ปรับให้มีการให้ตัวได้สอดคล้องกับส่วนหน้ารถที่ใช้โช๊ค Future Shock 2.0

Specialized เคลมว่าหลักอานทรงแอโรใน Roubaix เป็นหลักอานแอโรตัวแรกของโลกที่เพิ่มองค์ประกอบการซับแรงสะเทือนเข้ามา

เมื่อรวมกับซีทสเตย์แบบดรอปและเพิ่มช่องว่างในเฟรมด้านหลังจุดยึดหลักอานแล้วก็ทำให้ได้ช่วงหลังรถที่ให้ตัวในแนว หน้า-หลังได้ดีกว่ารุ่นก่อน รวมถึงเลย์อัปคาร์บอนที่ออกแบบมาเน้นการซับแรงสะเทือนเป็นพิเศษ

หลักอานมีให้เลือกทั้งแบบเยื้องหลัง และแบบ zero offset

 

ลู่ลมกว่า Tarmac SL6, น้ำหนักเบากว่า Venge

นอกจากเรื่องความสติฟฟ์และความสบายแล้ว Specialize ยังตั้งใจทำให้เฟรม Roubaix ลู่ลมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นก็เพราะมันเป็นจักรยานแข่งที่โปรต้องใช้แข่งขัน โดยปกติแล้วความเร็วแข่งขันในสนาม Paris-Roubaix ทุกๆ ปีจะอยู่ที่อย่างน้อย 42-45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตลอดระยะทาง 250 กิโลเมตร เช่นนั้นแล้วความลู่ลมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักปั่นที่ใช้จักรยาน Specialized ได้เปรียบ

Specialized ใช้การออกแบบเฟรมด้วยเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ออกแบบจักรยานแอโร Specialized S-Works Venge ผ่านอุโมงก์ลมของ Specialized เอง ผลลัพธ์คือเฟรมที่ลู่ลมกว่า Specialized Tarmac SL6 เล็กน้อยตามกราฟข้างล่างนี้

และเร็วกว่า Roubaix เจอเรอเรชันก่อน 22-24 วินาทีที่ระยะทาง 40 กิโลเมตร, เร็วกว่า Tamac SL6 8-10 วินาที แต่ซับแรงสะเทือนได้ดีกว่ามาก ทำให้ระดับความแอโรของเฟรม Roubaix เทียบเท่ากับเฟรมแอโรของอีกหลายๆ แบรนด์​ (Tarmac SL6 เร็วกว่า Venge เจอเนอเรชันแรก)

 

น้ำหนักเบากว่าเดิม, ฟิตหลากหลาย

Specialized เคลมน้ำหนักเฟรมที่ 900 กรัมสำหรับไซส์ 56cm ลดน้ำหนักจากรุ่นก่อนประมาณ 50 กรัม

อย่างไรก็ดีระบบโช๊คไฮดรอลิกเพิ่มน้ำหนักเข้ามา 175 กรัม

Roubaix ในรุ่น S-Works ตัวเฟรมใช้เนื้อคาร์บอนแบบ high modulus FACT11R (เทียบเท่า S-Works Venge, แต่ต่ำกว่า S-Works Tarmac SL6)

ส่วน Roubaix ในรุ่น Pro ใช้คาร์บอนเกรดรองลงมาทำให้เพิ่มน้ำหนักประมาณ 115 กรัมต่อไซส์

เฟรม Roubaix มีให้เลือก 8 ไซส์ ตั้งแต่ 44-66cm

แต่ยังมีไซส์ “Team” หรือไซส์สำหรับนักปั่นอาชีพให้เลือกด้วยเพิ่มอีก 3 ไซส์สำหรับคนที่อยากได้เฟรมที่ท่อคอต่ำ และระยะรีชยาวกว่าไซส์มาตรฐาน นั่นก็เพราะนักปั่นและนักแข่งหลายๆ คนมองว่าเฟรม Roubaix เจอเนอเรชันก่อนมี geometry ที่ รีแลกซ์เกินไป อยากได้รถที่เซ็ตได้ซิ่ง ดุดันและก้มได้ต่ำกว่าปกติ

Roubaix ที่ใช้ geometry แบบ team ทั้งสามไซส์ก็จะมีระยะ stack เตี้ยกว่าและ reach ที่ยาวกว่าไซส์มาตรฐาน

นอกจากนี้เฟรม Roubaix ยังรองรับยางหน้ากว้างสูงสุดถึง 33mm สำหรับคนที่อยากจะเอาไปขี่ทางวิบากหนักๆ

เฟรม Roubaix ทุกรุ่นใช้กระโหลกแบบเกลียว (!!!) เป็นดิสก์เบรกทุกรุ่น (ไม่มีริมเบรก) และใช้ได้กับเกียร์ทั้งแบบไฟฟ้าและเมคานิคัล

 

ราคาและโมเดล

ราคาเริ่มต้นที่ 2,900 USD ในรุ่นเริ่มต้น ไปจนถึงรุ่นท็อป S-Works ที่ 12,000 USD ส่วนเฟรมเซ็ตมีขายเฉพาะรุ่น S-Works ที่ 4,500 USD

S-Works Roubaix Sagan Collection Di2 – 12,000 USD

 

S-Works Roubaix SRAM Red eTap AXS – 11,500 USD

 

 

S-Works Roubaix Shimano Dura-Ace Di2 – 11,000 USD

 

S-Works Roubaix Frameset – 4,500 USD

 

Roubaix Pro SRAM Force eTap AXS – 7,000 USD

 

Roubaix Expert – 6,000 USD

 

Roubaix Comp Shimano Ultegra Di2 – 4,400 USD

 

Roubaix Comp Sagan Collection – 3,600 USD

 

Roubaix Comp – 3,600 USD

 

Roubaix Sport – 2,900 USD

รายละเอียดเพิ่มเติม: Specialized.com