เส้นศีลธรรม

1

“เส้นนี้มีความหมาย
มันคือเส้นกั้นระหว่างชัยชนะและความพ่ายแพ้
ระหว่างดีเยี่ยมและยอดเยี่ยม
ระหว่างความฝันและความเชื่อ
ระหว่างความคร่ำครึและนวัตกรรม
ระหว่างเหตุผลและอารมณ์
มันเป็นเส้นบางๆ…
ที่ท้าทายทุกสิ่งที่เราทำ
และเรายืนอยู่บนเส้นนี้ทุกๆ วัน”

พอรู้ไหมครับว่าคำพูดข้างต้นนี้มาจากไหน?

มันคือปรัชญาเบื้องหลังทีม Sky เราจะเห็นเส้นสีฟ้านี้ได้ในทุกองค์ประกอบของทีมตั้งแต่บนเสื้อนักปั่น รถเซอร์วิสทีม เสื้อสตาฟและทุกๆ อย่างที่มีโลโก้ของทีม Sky มันคือแถบสีฟ้าที่คาดอยู่กลางหลังเสื้อของทีมจนเป็นเอกลักษณ์เด่นกลางเปโลตอง

มันเป็นภาพสะท้อนความพยายามหลายๆ อย่างของทีมที่อยากจะเป็นทีมที่ดีที่สุดในกีฬาจักรยานถนน ต้องการจะรื้อทุกความเชื่อเก่าๆ และพร้อมจะทำอะไรใหม่ๆ เสมอมอ

น่าเสียดายว่าหลายครั้งทีมก็พร้อมที่จะยืนอยู่บนเส้นแห่งศีลธรรม ถึงจะไม่ข้ามเส้นแต่ก็เหยียบเส้นจนเกือบล้น

นั่นคือทำทุกอย่างให้นักปั่นได้มาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จ ตราบเท่าที่ยังไม่ผิดกฏ

“ผมไม่เคยถูกตรวจพบสารโด้ปในร่างกาย” – แลนซ์ อาร์มสตรอง
“ผมไม่เคยทำผิดกฏการแข่งขันใดๆ ทั้งสิ้น” – คริส ฟรูม

 

 

2

ในวงการที่เต็มไปด้วยเรื่องลวงตา บางครั้งการสร้างความเชื่อใจนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครทำผิดกฏ

14 ธันวาคม ในค่ายซ้อมของทีม LottoNL-Jumbo ในเมืองจิโรนา ประเทศสเปน โค้ชทีมเมริน ซีแมนต้องเผชิญกับสิ่งที่เขาไม่อยากจะเจอที่สุด กลางดึกคืนนั้นในโรงแรมที่พักของทีม เขาเจอนักปั่นสองคนกลางทางเดินโรงแรมในสภาพโซซัดโซเซไร้สติ สองคนนั้นคือ Antwan Tolhoek (23 ปี) และ Pascal Eenkhoorn (20 ปี) พูดจาไม่รู้เรื่อง ที่หนักกว่านั้นเขาพบโฮเซ่ โลบ้าโต้ สปรินเตอร์ชาวสเปนของทีมนอนหมดสติอยู่ในห้องพัก และปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล

การตรวจสอบภายหลังพบว่าทั้งสามคนใช้ยานอนหลับชนิดรุนแรงที่ทีมไม่อนุญาต จริงๆ แล้วทีม LottoNL มีนโยบายไม่อนุญาตให้นักปั่นใช้ยาใดๆ ทั้งสิ้นหากไม่ได้รับการแนะนำดูแลจากแพทย์ประจำทีม ถึงแม้ว่ายานอนหลับที่พวกเขา “ทดลอง” นั้นจะไม่ใช่ยาต้องห้ามหรือยาอันตรายที่อยู่ในลิสต์รายชื่อสารโด้ปและสารต้องห้ามในการแข่งขัน

ทันทีที่รู้ว่านักปั่น “ลองยา” ทีมไล่ทั้งสามคนกลับบ้านอย่างไม่มีกำหนด ภายในสองวันให้หลังทีมไล่โฮเซ่ โลบาโต้ออกจากทีม เพราะเป็นคนที่จัดหาและให้ยารุ่นน้องอีกสองคนไปลอง แต่รุ่นน้องได้สิทธิอยู่ต่อในทีมเพราะถือว่ารู้เท่าไม่ถึงการ ทีมให้การทีหลังว่า

“ทีมเรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อสุขภาพของนักปั่นทุกคน เช่นนั้นแล้วการทดลองยาที่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้เด็ดขาด”

การ “รับมือ” กับการใช้ยาไม่ว่าจะอยู่ในกฏหรือผลออกมาเกิณเกณฑ์ของทั้งสองทีมให้มุมมองเปรียบเทียบที่น่าสนใจ ทีมหนึ่งพร้อมจะทำทุกอย่างตราบเท่าที่มันไม่ผิดกฏ กับอีกทีมที่ถึงแม้จะไม่ผิดกฏก็ไม่คิดแม้แต่จะเสี่ยงด้วยซ้ำ รีบตัดไฟแต่ต้นลมอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นตัวอย่างแบบนี้แล้ว นโยบาย “Zero tolerance” ของทีม Sky หรือการไม่ยอมรับนักปั่น/ทีมงานที่เคยมีประวัติหรือเกี่ยวข้องการโด้ปให้อยู่ต่อในทีม ดูไร้ความหมายไปไม่น้อย

 

 

3

สิ่งที่ฟรูมและ Sky กำลังจะเจออาจจะเป็นเหมือนที่คอนทาดอร์เผชิญในปี 2011 ก็เป็นได้ UCI ตรวจเจอ clenbuterol ในเลือดคอนทาดอร์ระหว่างการแข่งขัน Tour de France ปี 2010 และคดีนี้ใช้เวลายาวนานมากในการสู้คดีกันระหว่างนักกีฬา สมาคมจักรยานสเปน ศาลกีฬาโลกและ UCI กว่าจะตัดสินให้สั่งแบนคอนทาดอร์ย้อนหลังก็กินเวลาไปปีครึ่ง คำตัดสินคอนทาดอร์ออกมาในวันที่ 6 กุมภา 2012 กระบวนการ “แบน”​ นักปั่นนั้น จะนับระยะเวลาแบนทั้งหมด จากวันที่ตรวจพบสารโด้ป จนถึงวันตัดสิน

ระหว่างที่รอคำตัดสินคอนทาดอร์และทีมไม่ได้ “แบนตัวเอง” แต่เขาลงแข่งต่อเนื่อง ได้ชัยชนะทั้ง Tour de France 2010, 2011 และ Giro 2011 นั่นคือสามแกรนด์ทัวร์ติดต่อกัน และทั้งสามชัยชนะนั้นถูกลบทิ้งทั้งหมด เพราะถือว่าอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องโดนแบน

ดูจากประวัติศาสตร์คดีลักษณะที่ฟรูมกำลังเจอแล้ว คาดว่าคงไม่จบในเดือนสองเดือนนี้แน่นอน ถึงฟรูมจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ ถ้าเราใช้บรรทัดฐานที่ UCI ลงโทษคดีแบบนี้ก็เดาได้ว่าฟรูมจะต้องรับโทษพักแข่งระยะเวลาประมาณหนึ่ง มากสุด 2 ปีแต่ก็น่าจะมีมากกว่า 6 เดือน และถ้าคดีไม่จบเร็วๆ นี้ เขาอาจจะลงแข่งจนได้แชมป์ทั้ง Giro และ Tour de France แต่ถูกริบแชมป์ย้อนกลับไปตั้งแต่ Vuelta 2017 เลยก็เป็นได้

 

4

การเดินคร่อมเส้นของ Sky และการจัดการนักปั่นแบบสองมาตรฐานในทีมสร้างปัญหามาหลายต่อหลายครั้ง อย่างที่เราเห็นกันในปีนี้ไม่ว่าจะเป็นคดีฉีดสเตียรอยด์ (ไตรแอมซิโนโลน) ของวิกกินส์ 3 ครั้งก่อนแข่ง Tour de France 2012 ที่เขาได้แชมป์ คดีถุงยาลึกลับ และเคสของฟรูมที่ทีมเลือกจะให้นักปั่นแข่งต่อ

ถ้าใครจำได้ในปี 2014 ทีม Sky ตรวจพบ “ความผิดปกติ”​ ในเลือดของเซอร์จิโอ้ เฮนาว นักไต่เขาชาวโคลอมเบียของทีม ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าผิดปกติเพราะอะไร ทีมเลือกที่จะพักแข่งเฮนาวทันที และทำการศึกษาผลเลือดจนพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติแล้วจึงให้แข่งต่อ

แต่พอเป็นกัปตันทีมที่เดิมพันสูง ไม่ว่าจะผิดปกติแค่ไหน ถ้าไม่ผิดกฏ ทีมเลือกให้นักปั่นแข่งต่อ

 

 

5

คนที่ติดตามการแข่งขันจักรยานอาชีพมานาน คงมีความขัดแย้งในใจกันทุกคน ครึ่งหนึ่งเราก็รู้สึกเต้น สนุกสนาน ได้แรงบันดาลใจจากนักกีฬาที่ทำในสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะทำได้ พวกเขาคือตัวแทนความกล้าหาญ ความสำเร็จ เป็นเสมือนความฝันที่ให้เราเข้าไปโลดแล่นในจินตนาการชั่วครั้งชั่วคราว แต่ครั้นจะเชื่อหมดใจว่าความสำเร็จนั้นมาจากหยาดเหงื่อแรงกายและความพยายามเพียงอย่างเดียวก็ต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

กับกีฬาที่ถูกตรวจโด้ปมากที่สุดในโลก มันไม่แปลกที่เราจะเจอคนที่อยากเอาชนะมากกว่าเหตุผลใดๆ และพร้อมจะข้ามเส้นศีลธรรม

ว่าตามตรง ผมผิดหวังกับหลายๆ คดีของทีม Sky ทีมนี้เป็นทีมที่ผมรู้จักดีที่สุด ได้อ่านหนังสือแทบทุกเล่มที่ทีมและสมาชิกทีมเขียนออกมา ไล่ชื่อนักปั่น ประวัติ ผลการแข่งได้ทุกคน ได้เห็นความกล้าที่จะต่าง ที่จะรื้อระบบอันคร่ำครึของวงการ แต่ก็น่าผิดหวังที่ทีมพร้อมจะทำอะไรหลายอย่างที่ไม่โปร่งใสถึงจะไม่ผิดกฏก็ตาม เจอหลายครั้งเข้ามันก็ทำให้คำพูดสวยหรูของทีมดูไร้ความหมาย

สุดท้ายผมสรุปกับตัวเองได้ว่าหากจะติดตามจักรยานอาชีพ ผมควรยอมรับ “ความไม่น่าเชื่อ”​ ของมัน ถือซะว่าดูเพื่อบันเทิงก็แล้วกัน ถ้าไม่มีใครโดนจับโด้ปก็ถือว่าไม่ผิด Innocent until proven guilty ไม่งั้นคงคาดโทษเหมารวมไปหมดว่ามันโด้ปกันทุกคน พาลจะทำให้เบื่อไปในที่สุด…เอาเป็นว่าเลือกยาพิษขนานที่คุณชอบก็แล้วกัน

 

6

เส้นบางๆ ของทีม Sky ทำให้เรารู้ว่าเส้นนั้นมันเป็นแค่นิยาย ถึงจะมีกฏเขียนไว้ แต่ยิ่งคุณฉลาดเท่าไร งบมากเท่าไรคุณก็บิดให้มันเข้ากับเป้าหมายคุณได้ง่ายเท่านั้นโดยที่ไม่ต้องข้ามเส้น ระบบที่แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่อาจสู้ความพยายามและความอยากของคน

ในฐานะนักกีฬาอาชีพ นักปั่นต้องถามตัวเองว่าคุณพร้อมจะสละแค่ไหนเพื่อให้เป็นนักกีฬาที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะเป็นได้ ถึงจุดไหนควรหยุด? จุดไหนจะไม่ข้ามเส้น? หรือจะเลือกเหยียบเส้นตลอดเวลา

เส้นบางๆ สีฟ้าของ Sky มันอาจจะล้ำหน้าทีมอื่นไปสองเท่าก็เป็นได้

——
(ถ้าใครอ่านแล้วไม่เก็ต ผมไม่ได้ต่อว่าๆ ฟรูมโด้ปนะครับ – อย่างที่บอก innocent until proven guilty…, or confessed.)