รีวิว: Eddy Merckx 525

พี่อาบน้ำร้อนมาก่อน

นักแข่งจักรยานชื่อดังจำนวนไม่น้อย เมื่ออำลาวงการแล้วก็หันมาเอาดีด้านการเป็นเจ้าของธุรกิจในวงการจักรยาน หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องมีแบรนด์จักรยานที่สนใจเอาชื่อเสียงเขาไปโปรโมท ในเชิงที่ว่ามีโปรชื่อดังร่วมพัฒนาจักรยานรุ่นใหม่

บางคนอาจจะมองว่ามันช่างเป็นเรื่องที่ดูเปลือกและผิวเผินจริงๆ เป็นนักปั่นที่เก่งกาจก็ใช่ว่าจะทำจักรยานที่ดีได้ เพราะถ้าเราดูในตลาดตอนนี้ แบรนด์จักรยานที่ก่อตั้งโดยนักปั่นอาชีพตัวจริงนี่เจ๊งกันเกือบหมดแล้ว ล่าสุดมีอัลเบอร์โต้ คอนทาดอร์ เจ้าของผลงานแกรนด์ทัวร์ 7 สนาม ที่จับมือกับอิวาน บาสโซ แชมป์แกรนด์ทัวร์อีกเช่นกัน ที่เปิดตัวแบรนด์จักรยานใหม่ของตัวเอง ซึ่งจะออกมาแบบไหนเราก็ยังไม่รู้

แต่สำหรับ Eddy Merckx ชื่อนี้ มันมีความพิเศษครับ

คนในวงการจักรยานคงรู้จัก เอ็ดดี้ เมิร์กซ์มาบ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ต่อให้ไม่รู้จักก็น่าจะเคยได้ยินชื่อ เพราะเมิร์กซ์คือนักปั่นอาชีพชาวเบลเยียมที่เรียกได้ว่าเป็นโปรที่ประสบความสำเร็จที่สุด นักปั่นยุคปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทำผลงานชัยชนะได้มากเท่าเขา เมิร์กซ์ชนะทุกสนามที่มีให้ลงแข่ง ทั้งแกรนด์ทัวร์ สนามคลาสสิค สเตจเรซ​ เกือบทุกรายการ ไม่ใช่แค่ชนะครั้งเดียว เขาชนะซ้ำหลายครั้ง

ยอดชัยชนะรวมตลอดอายุการเป็นนักกีฬาอาชีพของเขาคือ 525 ชัยชนะ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อรุ่นจักรยานคันนี้

มันเลยทำให้เมิร์กซ์มีความพิเศษกว่านักปั่นคนอื่นๆ ว่ากันว่าในประเทศเบลเยียมนี้ เมิร์กซ์เป็นบุคคลสาธารณะอันดับสอง โด่งดังเป็นรองแค่สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิปแห่งเบลเยียมเท่านั้น เขาคือสมบัติของชาติ และเป็นสมบัติของวงการ

หลังจากที่เมิร์กซ์อำลาวงการ เขาก็ตั้งใจออกมาทำธุรกิจสร้างแบรนด์จักรยานแข่งขันในชื่อของตัวเองในปี 1980 และไม่ใช่เหมือนสมัยนี้ที่เราสามารถไปสั่งซื้อจักรยานสำเร็จมาตีแบรนด์ เมิร์กซ์ถึงกับลงทุนไปเรียนศาสตร์แห่งการผลิตจักรยานแข่งขันกับอูโก้ เดอ โรซ่า (Ugo De Rosa) ที่อิตาลีแล้วกลับมาสร้างโรงงานจักรยานที่เบลเยียม

เมิร์กซ์เป็นคนที่พิถีพิถันกับอุปกรณ์ที่เขาใช้แข่งมาก และอูโก้ก็เป็นคนที่ผลิตจักรยานแข่งให้ทีมของเมิร์กซ์อยู่หลายปี ตอนนั้นเขามีความตั้งใจว่าจะสร้างแบรนด์จักรยานแข่งที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งในยุคที่โปรยังใช้จักรยานโครโมลีอยู่ แบรนด์ Eddy Merckx ก็ประสบความสำเร็จไม่น้อยครับ

แต่พอมาสู่ยุค 2000s ที่เราหันมาใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในการผลิตจักรยาน แบรนด์ Merckx ก็ทำเทคโนโลยีไม่ทันแบรนด์จักรยานใหญ่ๆ อย่าง Giant, Trek, Specialized, Bianchi, Colnago และอีกหลายๆ แบรนด์ที่มีทุนพัฒนาการใช้วัสดุคอมโพสิท

ชื่อเสียงของแบรนด์เลยตกไปบ้าง เมิร์กซ์เองก็ขายหุ้นทั้งหมดในบริษัท และปัจจุบันแบรนด์ Eddy Merckx อยู่ใต้การดูแลของบริษัท Belgian Cycling Factory ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ Ridley (จักรยาน) และ HJC (หมวกกันน็อค) นั่นเอง

จักรยานที่เราจะรีวิววันนี้คือ Eddy Merckx 525 (ชื่อคล้ายกับรุ่นเก่า ‘EM525’) แต่เป็นคนละคันนะครับ เจ้า 525 นี้เปิดตัวปลายปี 2019 และวางจำหน่ายในปี 2020 พัฒนาโดยทีมงานเดียวกับจักรยาน Ridley ซึ่งก็ขึ้นชื่อว่ามีเทคโนโลยีที่สามารถผลิตจักรยานแข่งได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว และมันเป็นจักรยานที่ทีม AG2R ใช้ลงแข่งขันในสนามโปรทัวร์ด้วย

 

Eddy Merckx 525

Ducking Tiger เคยพูดถึงเทคโนโลยีทั้งหมดในจักรยานคันนี้ไปแล้วใน 👉 บทความนี้อย่างละเอียด เพราะงั้นจะขอสรุปอย่างคร่าวๆ นะครับว่ามันเป็นเสือหมอบแบบไหน เดี๋ยวจะตัดเข้ารีวิวใช้งานเลย สิ่งที่คุณควรรู้มีแค่:

👉 Eddy Merckx 525 เป็นเสือหมอบแข่งขันแบบ all around ที่เน้นทางความคล่องตัว น้ำหนักเบา และมีความลู่ลมพอสมควร แต่ไม่ใช่เสือหมอบแอโร 100% เหมือน Trek Madone หรือ Specialized Venge

👉 เป็นจักรยานที่สติฟฟ์ที่สุดที่บริษัทผลิต สติฟฟ์กว่า Ridley NOAH Fast ที่ผลิตให้สปรินเตอร์อย่างคาเล็บ ยวนจากทีม Lotto-Soudal ใช้แข่งขันเสียอีก

👉 รุ่นดิสก์เบรกซ่อนสายเบรกและเกียร์ทั้งคัน

👉 มีให้เลือกทั้งริมเบรกและดิสก์เบรก

👉 รองรับชุดขับทั้งแบบไฟฟ้าและเมคานิคัล

👉 น้ำหนักเฟรมไซส์ S (ริมเบรก) 860 กรัม ตะเกียบหนัก 330 กรัม

👉 เฟรมดิสก์เบรกไซส์ S หนัก 925 กรัม ตะเกียบหนัก 360 กรัม

👉 เมิร์กซ์เคลมว่าเบากว่า Pinarello Dogma F12 ที่ไซส์เดียวกัน (F12 Disc เฟรมหนัก 1010 กรัมและตะเกียบหนัก 520 กรัม)

👉 กะโหลก BB86, รองรับยางกว้างสุด 28mm

 

ฟิต

สบายๆ ไม่ดุมาก

เฟรมตัวนี้ geometry รถค่อนข้างขี่สบายครับ นั่นคือช่วง stack สูง และช่วง reach ไม่ได้ยาวมากนัก ลองเปรียบเทียบให้ดูระหว่าง 5 เฟรมเสือหมอบยอดนิยมในไทย
Frame Stack Reach

จักรยาน Size Stack Reach Stack:Reach ratio
Eddy Merckx 525 S 550 382 1.43
Trek Madone 9 (H2) 52 552 379 1.45
Canyon Ultimate CF SLX S 546 385 1.41
Specialized Tarmac SL6 52 527 380 1.38
Factor O2 52 520 376 1.38
Cervelo R5 51 524 371 1.41

จะเห็นว่า Merckx 525 นี่ระยะ stack สูงกว่าเพื่อนเลย สูงพอๆ กับ Trek Madone 9 H2 แต่ระยะ Reach จะยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานรถแข่งทั่วไปครับ ไม่ได้ยาวมากนัก

Geometry นี้ทำให้เป็นรถที่ขี่ง่ายครับ ไม่ก้มมาก ไม่เหยียดยืดมาก และเซ็ตรถได้สวย เพราะไม่ต้องใส่แหวนรองคอเยอะจากที่คอรถสูงพอสมควรอยู่แล้ว

 

Merckx x Ridley

รวมกันเราอยู่

ที่ต้องพูดถึงว่าแบรนด์ Eddy Merckx ตอนนี้อยู่ใต้เจ้าของเดียวกับ Ridley มันมีที่มาครับ เพราะจักรยานคันนี้ใช้ดีไซน์และเทคโนโลยีหลายๆ ส่วนร่วมกับจักรยาน Ridley NOAH Fast ก็ในเมื่อถ้าคุณลงทุนทดลองและออกแบบโปรดักต์ที่มันใช้ได้ดีมากๆ อยู่แล้ว ทำไมจะไม่เอาชิ้นส่วนเหล่านั้นมาใช้กับจักรยานคันใหม่เสียเลยล่ะ?

ส่วนที่ดูจะเป็นงานชิ้นเดียวกันเลยก็เช่น ชุดแฮนด์และสเต็มแบบชิ้นเดียว หลักอานทรงแอโร และจุดรัดหลักอานก็เป็นระบบเดียวกันกับ NOAH Fast

Geometry ใกล้เคียงกันแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะ NOAH จะให้ท่าปั่นที่ก้มต่ำและเหยียดยืดกว่า เป็นรถสำหรับนักแข่งจริงๆ

 

ฟีลลิง

เด้งแต่ไมดีด

รถทดสอบคันนี้มากับล้อ Black Inc Fifty C, ชุดเกียร์ Shimano Dura-Ace 9100 และยาง Continental GP5000 ปิดด้วยเบาะ Specialized S-Works Power ซึ่งเป็นเบาะที่ผมใช้เป็นปกติอยู่แล้ว เลยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรมาก

ตอนแรกรถมากับสเต็ม 120 ซึ่งยาวพอสมควร แต่ด้วยที่ stack สูงก็เลยขี่ไม่ยากเท่าไร และเป็นไซส์ XS เล็กกว่าที่ผมปั่นเป็นปกติ (ปกติผมขี่ไซส์ S/52)

รีวิวนี้จะขอเทียบกับรถที่ราคาใกล้เคียงกัน ซึ่งก็ส่วนใหญ่เป็นเสือหมอบแข่งขันรุ่นเรือธงของแต่ละแบรนด์นะครับ

น้ำหนักทั้งคันชั่งออกมา 6.85 กิโลกรัมรวมบันได Speedplay และขากระติก Black Inc. (คาร์บอน) ถ้าเป็นดิสก์เบรกก็คงทำให้จบไม่เกิน 7.5 กิโลกรัมได้อยู่

  • Merckx 525 เป็นรถที่เด้งแต่ไม่ดีด นั่นคือสัมผัสเวลากดส่งพลังงลงกะโหลก ไม่ว่าจะเป็นการกระชากสปรินต์หรือยืนโยกขึ้นเขา การตอบสนองแรงมันจะไม่ทันท่วงทีแบบเสือหมอบแข่งขันที่ให้ฟีลดุๆ เช่น Cervelo S5 หรืออย่าง Chapter 2 RERE ที่ผมใช้อยู่ตอนนี้

  • แต่นี่ไม่ใช่ความย้วยหรือหน่วงครับ อย่าง Canyon Aeroad CF SLX เสือหมอบแอโรที่เคยรีวิว จังหวะกระชากนี่ผมว่ามันหน่วงกว่าเสือหมอบ all around นิดหน่อย จะด้วยน้ำหนักหรือดีไซน์ก็แล้วแต่ แต่กับ Merckx นี่คือมันมีความติดเท้าแต่โล่งเบาเหมือนรถ all around แค่การตอบสนองมันไม่มาทันทีทันใด (instant) ซึ่งตรงนี้จะตรงข้ามกับเสือหมอบ all around ที่ดุดันแบบ Giant TCR, Factor O2 หรือ S-Works Tarmac SL6 ที่ให้ฟีลคล่องตัวเวลากระชาก แต่ก็ได้แรงตอบสนองทันทีด้วย
ซีทสเตย์แบบดรอปเล็กน้อย ซึ่งเคลมว่าช่วยให้ซับแรงสะเทือนได้ดีขึ้น
  • ความเด้งของมันก็เลยเป็นฟีลที่สนุกไปอีกแบบ โดยเฉพาะเวลาโยกขึ้นเนินที่มันจะให้ฟีลว่าไปต่อได้เรื่อยๆ ซึ่งจะต่างกับพวก TCR ที่กดแล้วพุ่งปุ๊บก็จะหมด (แต่เวลาเติมแรงกดซ้ำแล้วมันก็ไปต่อทันที) รวมๆ คือมันไม่ใช่รถที่ดุดัน

  • Merckx 525 เป็นรถที่ handling สนุกครับ ด้วยที่ geometry ไม่ก้มและเหยียดจนเกินไปทำให้คุมรถได้แบบสบายๆ เทโค้งได้สนุกมาก มันจะไม่คมเหมือนรถแข่งอื่นๆ ที่ต้องการสติในการคุมรถพอสมควร แต่ก็ยังให้ความมั่นคงได้ตลอดเวลาที่เข้าและออกโค้ง
  • จุดเด่นของคันนี้คือด้าน comfort หรือการซับแรงสะเทือน รถนิ่มดี ฟีดแบคจากถนนน้อยกว่ารถแข่งทั่วไป ซึ่งตรงนี้ก็คงมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบครับ

  • เฟรมรองรับยางกว้างสุด 28mm (สำหรับเวอร์ชันริมเบรก) ถ้าต้องการเอาไปปั่นไกลๆ เช่นไปออกทริป audax ผ่านถนนพังๆ หน่อยก็น่าจะยังขี่สบายไม่ล้าตัวครับ
  • น่าเสียดายว่า Eddy Merckx ไม่ใช้เบรก Direct Mount ในรุ่นริมเบรก ซึ่งส่วนตัวผมว่าให้ฟีลลิงการเลียเบรกที่ดีกว่า และไม่ต้องคอยมาตั้งเบรกใหม่เวลาขนย้ายจักรยาน ซึ่งมักจะทำให้ตัวเบรกบิดซ้าย/ขวา จนไปสีขอบล้อครับ

  • ตัวแฮนด์อินทิเกรต (แฮนด์และสเต็มเป็นชิ้นเดียวกัน) ออกแบบดีครับ ผมมีโอกาสได้ลองแฮนด์อินทิเกรตเยอะและมีไม่กี่ยี่ห้อที่ใช้แล้วสบายมือ คือแต่ละแบรนด์นี่ก็มีแนวคิดการออกแบบแฮนด์ไม่เหมือนกัน รูปทรง เหลี่ยมคม องศา ทุกอย่างมีผลต่อท่าปั่นและความสบายของคนปั่นทั้งหมด ยิ่งแฮนด์อินทิเกรตนี่มันเปลี่ยนองศาตัวแฮนด์ให้เชิดขึ้นหรือก้มลงไม่ได้ ถ้ามันดันไม่เข้ามือเรา จับไม่สบายแล้วก็คือจบเกมเลย

  • แต่แฮนด์ของ Merkcx นี่รูปทรงจับสบายมือ ให้ความรู้สึกคล้ายๆ แฮนด์สเต็มของ Canyon แบบชิ้นเดียว ตรง flat top ด้านบนไม่คมจนเกินไป ดรอปไม่ลึกเกินไป เวลายกสปรินต์ข้อมือไม่ติดด้านบนของแฮนด์ ดูสวยดีด้วย

  • เรื่องความ “ไหล” หรือความแอโรเป็นสิ่งที่วัดผลได้ยาก เท่าที่ผมปั่นก็รู้สึกว่ามันไม่ได้โดดเด่นเหมือนเสือหมอบแอโรที่ให้ฟีลลิงลู่ลมแบบรู้สึกได้ขนาดนั้นครับ แต่ก็ไม่ตื้อเวลาแช่ความเร็วสูงๆ ที่แตะความเร็ว 40+ แล้วต้องเติมเรื่อยๆ แบบรถ all around สมัยก่อน

 

สรุป

ชัดเจนในแนวทาง

การจะออกแบบจักรยานให้มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในยุคที่เสือหมอบคาร์บอนไฟเบอร์เต็มท้องตลาดในทุกระดับราคา แต่ Eddy Merckx 525 ก็สร้างความต่างออกมาเป็นรูปธรรมครับ

ผมว่าเสือหมอบที่ดีไม่ได้ต้องมีคาแรคเตอร์ที่เหมือนกันหมดเสมอไป เพราะผู้ใช้แต่ละคนก็มีความชอบที่ต่างกัน น้องที่ผมสนิทคนหนึ่งเปลี่ยนรถนับสิบคัน สุดท้ายไปจบที่เสือหมอบที่ขึ้นชื่อว่าสะท้านสะเทือนใช้ได้เลยหละ แต่เขาบอกว่าชอบความดิบของมัน มันทำให้รู้สึกถึงความ “เร็ว” ชอบกว่าเสือหมอบนิ่มๆ ขี่สบาย

สำหรับ Eddy Merckx 525 ดูแบรนด์จะตั้งใจวางมาไม่ให้ชนกับรถแข่งโปรทัวร์ all around ทั่วไปในตลาด นั่นคือเป็นรถที่ประสิทธิภาพดี แต่ไม่ได้ดุดันแบบเด็กวัยรุ่น มีความสุขุม ความนิ่งแบบผู้ใหญ่ แต่เมื่อต้องรุกก็ไม่ได้เหี่ยวฝ่อจนไม่สู้เท้าคนปั่น เหมือนผู้ใหญ่อาบน้ำมาก่อน เห็นเด็กๆ ยิงไปก่อนก็ไม่ต้องตาม รู้เกมว่าเดี๋ยวมันก็หมด เรายืนระยะรอรวบสบายๆ ไม่ต้องเสียเหงื่อ

รวมๆ แล้วผมว่ามันให้ฟีลลิงคล้ายๆ Colnago C-Series อยู่ไม่น้อย ที่นุ่ม นิ่ง แต่ก็ยังส่งแรงดี แค่ไม่ต้องส่งทันทีฉับไวเหมือนยิงจรวดก็ได้ แน่นอนว่าด้วยที่มันเป็นเฟรมที่ผลิตแบบโมโนค็อก ฟีลลิงก็ไม่เหมือนจักรยานสวม lug แบบ Colnago ครับ แต่สไตล์การปั่นมันคล้ายๆ กันนะ

มันอาจจะไม่ใช่รถที่ออกแบบหรือได้รับฟีดแบคโดยเอ็ดดี้ เมิร์กซ์เหมือนในสมัยที่เขายังเป็นเจ้าของบริษัท แต่ความสามารถในการออกแบบจักรยานของ Belgian Cycling Factory และ Ridley เองนั้นก็เป็นตัวการันตีคุณภาพจักรยาน Merckx เจอเนอเรชันใหม่ได้เป็นอย่างดี

และสุดท้ายด้วย geometry ที่ค่อนข้างรีแลกซ์ ก็น่าจะถูกใจคุณผู้หญิงหลายๆ คนครับ

ถ้าอ่านดูแล้วคิดว่าเป็นรถที่ใช่สำหรับคุณก็เป็นตัวเลือกที่น่าลองครับ เพราะทางผู้นำเข้าก็มีรถเดโมให้ลองในไซส์ XS

* * *

สนใจติดต่อ Champion Cycle ตัวแทนจำหน่าย Eddy Merckx อย่างเป็นทางการในประเทศไทยครับ

เฟรมเซ็ตราคา Frameset 139,500 บาท ทั้งริมเบรกและดิสก์เบรก

www.eddymerckx.com