หลังกลับจากมิยากิแล้วอยู่ไทยได้สองวัน ผมก็ต้องจับเครื่องบินเพื่อเดินทางต่ออีกครั้ง โดยมีฮ่องกงเป็นหมาย เพราะสิ่งที่รอผมอยู่ที่ฮ่องกงคือแพคเกจที่ดีเกินกว่าที่คาดหวังไว้เลยทีเดียว นั่นคืองานแข่ง Hong Kong Cyclothon ที่เป็นงานแข่งจักรยานแบบเปิดถนนในฝั่งเกาลูน (Kowloon) ปั่นกันทั้งเมือง ข้ามสะพานไปเกาะอื่น ซึ่งผมเองก็เห็นตั้งแต่ปีก่อนแล้วแอบสนเอามากๆ แถมในวันเดียวกัน ไหนๆ ก็ปิดถนนแล้ว เขาก็จัดงานแข่ง Hammer Series สนามสุดท้ายของปีที่ฮ่องกงนี่ด้วย สองงานในวันเดียวแบบนี้เรียกว่าคุ้มแน่นอนครับ เลยอยากเล่าสู่กันฟังว่าไปเจออะไรมาบ้าง

จริงๆ แล้วงานนี้ที่เมืองไทยมีตัวแทนคือ Boxmatch Travel ที่ถนัดด้านการทำทัวร์จักรยานนี่ล่ะครับ ถ้าใครซื้อทัวร์ไปกับทาง Boxmatch ก็จะได้เว้นค่าสมัครแข่งด้วย แล้วได้รับการอำนวยความสะดวกหลายด้าน ดังจะเห็นได้จากย่อหน้าต่อๆ ไป ส่วนตัวผม รอบนี้ไปแบบลูกครึ่ง คือทีแรกคิดว่าทาง Ducking Tiger จะขอสื่อไปได้สองคน แต่สุดท้ายไปได้คนเดียว เป็นโควตาของวี ผมที่ตัดสินใจช้า ก็เลยซื้อตั๋วเครื่องบินไปในไฟลต์เดียวกับทาง Boxmatch แล้วไปอาศัยนอนโรงแรมกับวีแทน ส่วนงานแข่งก็ไปใช้สิทธิ์ของคนที่เขาสมัครกับ Boxmatch แต่ถอนตัวออกไป เรียกได้ว่าไปแบบฉุกละหุก แต่ก็ผิดที่ตัวเองตัดสินใจช้าเพราะกลัวชนกับงานไปญี่ปุ่นครับ (จริงๆ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างเลยครับ) ส่วนเที่ยวฮ่องกงนี่ส่วนตัวไม่ค่อยเน้นเท่าไหร่ เพราะเป็นการไปฮ่องกงรอบที่ 5 แล้ว เลยชินๆ แล้วครับ

เตรียมออกเดินทาง

วันเดินทางก็ไปเจอกับทีมงานทาง Boxmatch ที่สนามบิน แต่ละคนก็มาพร้อมกับจักรยานของตัวเอง เพราะแต่ละคนก็อยากปั่นรถตัวเองอยู่แล้วครับ รอบนี้ไปกัน 20 กว่าคน การขนจักรยานเลยออกจะลำบากนิด แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร นั่งเครื่องบินสามชั่วโมงก็ถึงสนามบินฮ่องกงแล้ว ผ่านจุดเข้าเมืองก็ไม่มีอะไรยาก รอไม่นานกระเป๋าจักรยานก็มา ซึ่งข้อดีของการมากับทัวร์ก็คือ ไม่ต้องลากกระเป๋าจักรยานเข้าเมืองเอง เพราะเขาเตรียมรถบรรทุกมาเอากระเป๋าจักรยานไปส่งให้ที่โรงแรม ส่วนคนก็นั่งรถบัสไปต่างหาก ถึงโรงแรมกระเป๋าจักรยานก็รออยู่ที่ห้องพักแล้ว วันแรกถึงก็แยกย้ายกันตามสบายใจ ส่วนตัวผมก็ลากกระเป๋าจักรยานต่อไปอีกหน่อยเพื่อไปพักที่โรงแรมเดียวกับวี ซึ่งอยู่ข้างสถานที่จัดอีเวนต์เลย

ระหว่างรอทดสอบ

วันที่สอง เสาร์ที่ 13 ตุลาคม ตามระเบียบเงื่อนไขของการแข่งขัน ถ้าเรามาเป็นครั้งแรก ก็ต้องมาทดสอบศักยภาพของเราในการปั่นก่อนที่จะได้รับเบอร์ ไกด์บุ๊ค และเสื้อปั่น ซึ่งก็ต้องไปทดสอบที่เวโลโดรมที่ไวต์เฮด (Whitehead) ครับ ไปกับทัวร์ก็ดีหน่อย เขานัดแนะเวลาพร้อมพาไป ผมก็เดินเล่นแถวนั้นรอเวลานัด ไปกันตอนบ่าย ซึ่งเอาจริง ก็ใช้เวลานานกว่าที่คิด เพราะอาสาสมัครที่มาทำงานไม่ค่อยคล่อง ก็ต้องรอกันนานเลย ตอนมาทดสอบนี่ก็ไม่มีอะไรมากครับ ถ้าทำดีๆ ก็คงไม่นาน แค่เช็คชื่อ รับเบอร์ทดสอบพร้อมชิพจับเวลา เข้าไปเลือกจักรยานที่มีให้ยืม (มีถึงไซส์ M ของ Giant เลยเล็กไปหน่อย) เราไปเป็นกลุ่มก็เข้าเช็คพร้อมกัน หลักๆ คือ ทดสอบการกลับรถในที่แคบ ก็คือปั่นไปแล้วหักหัวรถกลับเฉยๆ นี่ล่ะครับ ที่จำเป็นเพราะเส้นทางปั่นมีจุดยูเทิร์นหลายจุดเลย และอีกอย่างคือ ปั่นจักรยานให้ได้ 6 กิโล หรือรอบเวโลโดรม 24 รอบในเวลา 15 นาที อันนี้ก็สบายๆ ปั่นเล่นเพลินๆ ไป ที่แนะนำอีกอย่างคือเอาหมวกกันกระแทกของตัวเองไปด้วยถ้าไม่อยากใช้หมวกสาธารณะที่ผ่านหัวคนมานับไม่ถ้วนแล้ว กว่าจะเสร็จก็หกโมงเย็น มืดแล้ว กลับเข้าเมืองก็เกือบทุ่ม เลยหาอะไรกินกันแถวนั้นแล้วค่อยกลับห้องพักไปเตรียมจักรยานไว้ปั่นพรุ่งนี้ (ส่วนวีไปทดสอบตอนสองทุ่ม เรียกได้ว่ายืดยาวกว่าที่คิดครับ)

เวโลโดรมระยะ 250 เมตรที่ใช้ทดสอบ

วันที่สาม วันจริง ปิดเมืองปั่น 14 ตุลาคม ถึงงาน Cyclothon จะปล่อยตัวตอน ตี 5 แต่ด้วยความที่คนปั่นเยอะมาก เราเลยเลือกที่จะออกจากที่พักตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปรอคิวปล่อยตัวที่หน้าเส้น ขนาดรีบไปแล้วยังได้ห่างจากหัวแถวซะไกลเลย บรรยากาศก็เฮฮาดีครับ ส่องๆ รอบตัวเจอนักปั่นจากหลายที่เลย ไม่ใช่แค่ชาวฮ่องกง แต่เมืองใกล้ๆ อย่างเสินเจิ้นก็มา แต่ละคนก็ตั้งหน้าตั้งตารอเวลาปล่อยตัวกัน

ถึงจะเคยร่วมงานวิ่งในไทยซึ่งมีการปิดถนนมาก่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถปิดโดยสมบูรณ์แบบได้ ต้องปล่อยให้รถผ่านเป็นระยะ แต่ของฮ่องกงนี่คือ ปิดเมืองจริงๆ ครับ เพราะเขาปิดถนนเส้นหลัก พร้อมสะพานข้ามเกาะเพื่อให้จักรยานปั่นได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีรถเข้ามาได้เลย เรียกได้ว่าทำงานเป็นระเบียบมาก และนักปั่นก็ซัดกันได้สะใจเต็มที่ แต่ก็มาพร้อมกับการทำงานเป็นระบบเต็มที่ คือใครเลยเวลาแล้ว ก็ตัดเลยครับ ต้องขึ้นรถกลับเท่านั้น ไม่รอกัน เพราะเขาต้องเปิดถนนใช้งานต่อตามเวลาที่กำหนด ได้อย่างเสียอย่าง แต่ก็ถือว่าทำงานกันดีจริงๆ

มวลมหาประชานักปั่นสารพัดสัญชาติ

เพราะต้องปิดถนน ตอนเริ่มปั่นก็เลยค่อนข้างมืดเลยล่ะครับ ทุกคันเลยต้องติดไฟเพื่อความปลอดภัย หลังจากค่อยๆ ทยอยออกจากจุดสตาร์ตกันแบบเตาะแตะ พอออกได้หน่อยก็เริ่มโล่ง ก็อัดกันเต็มที่นั่นล่ะครับ ด้วยการที่เขาปิดถนนหมด ทำให้เราปั่นกันได้เต็มที่ สบายใจ ผ่านกลางเมืองฮ่องกงที่ยังหลับอยู่ โดยเริ่มจากจิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) แล้วขึ้นทางด่วนไปข้ามเฉินซิง (Cheun Tsing) สั้นๆ ไปทางเกาะซิงยี่ (Tsing Yi) แล้วลงอุโมงค์ผ่านกลางเกาะไปข้ามสะพานซิงหม่า (Tsing Ma) แล้วถึงปลายทางก็วนรถกลับขึ้นสะพานเดิมอีกรอบ แล้ววนออกไปอีกทางเพื่อข้ามสะพานเต๊งเก๋า (Ting Kau)

บรรยากาศการปั่นในอุโมงค์ลอดใต้เกาะชิงยี่

ตรงจุดนี้เป็นหนึ่งในไฮไลต์เลยครับ เพราะขาวนกลับขึ้นสะพานเต๊งเก๋าอีกที เราจะได้เห็นช่องแคบระหว่างเกาะซิงยี่กับแถบซืนวาน (Tsuen Wan) จะเห็นวิวตึกสวยงามริมสองฝั่ง แถมตอนที่เราผ่านก็แดดออกพอดี กำลังสวยเลยล่ะครับ แถมเราปั่นบนสะพานกว้างมาก เขากั้นช่องซ้ายสุดไว้ไม่ให้ปั่น เพื่อความปลอดภัย เราเห็นจังหวะเลยเบี่ยงซ้ายออกข้างทาง ตั้งใจจะไปถ่ายรูปที่ระลึก (กติกาเขาห้ามเอากล้องใหญ่ไป แต่เราก็พกกล้องคอมแพคไปด้วย) แต่ยังไม่ทันที่วีจะเช็คแสงเลยครับ นู่น เจ้าหน้าที่พุ่งมาชาร์จอย่างรวดเร็ว และบอกว่าห้ามจอดตรงนี้ เพราะแบ่งเลนไว้เพื่อเหตุฉุกเฉิน เราก็ได้แต่ “ครับ” แล้วก็ปั่นต่อ ก็เข้าใจเขานะครับ ยอมรับว่าทำงานดีเลย มาอย่างไว แถมถ้ามีอะไรรถฉุกเฉินจะได้วิ่งช่องนี้ได้ ซึ่งเราก็เห็นนักปั่นบางท่านประสบอุบัติเหตุเช่นกัน แต่ในระหว่างงานปั่นมีอาสาสมัครเจ้าหน้าที่ทำงานเยอะมากจนดูพร้อมดีจริงๆ

ช่องแคบระหว่างซิงยี่กับซืนวานที่จอดถ่ายแล้วกดชัตเตอร์มั่ว ๆ ได้ทัน ก่อนจะโดนไล่ ภาพยังเบลออยู่เลย

จากนั้นเราก็ปั่นตัดอุโมงค์อีกรอบ ไปทางสะพานสโตนคัตเตอร์ (Stonecutter) กลับเข้าฝั่งเกาลูน ขึ้นทางด่วนซิงซา (Tsing Sha) แล้วไปเข้าอุโมงค์อีเกิลส์เนสต์ (Eagle’s Nest) ซึ่งเป็นส่วนที่ลำบากสุดเลยล่ะครับ เพราะมันเป็นอุโมงค์ชันซึมๆ แต่ยาว แล้วก็เพราะเป็นอุโมงค์นี่ล่ะครับ เลยมีปัญหาเรื่องอากาศหายใจ ก็เหมือนได้ฝึกดี พอออกจากอุโมงค์ ก็วนกลับ ทีนี้ซิ่งหน่อย แล้วก็ยิงยาวๆ เข้าเส้นชัย ที่ 1881 Heritage ครบ 50 กิโลเมตร แล้วเสร็จแล้วค่อยไปรับของกินกับเหรียญรางวัลตรงท่าเรือเกาลูน ตรงหลังศูนย์วัฒนธรรมเขานั่นล่ะครับ ซึ่งก็ทำงานดี เดินผ่าน รับเหรียญ รับของกิน มีพื้นที่กว้างพอให้คนรวมตัวกัน ถ่ายรูป ทำอะไรสบายๆ ได้ เรียกว่าเตรียมได้ดีจริงๆ ผมกับวีก็มารอเจอกับทีมงาน Boxmatch กัน ก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าคนปั่นจบคนแรกคือ คาเดล เอแวนส์ อดีตแชมป์ตูร์เดอฟรองซ์ปี 2011 ที่มาเป็นแขกรับเชิญในงาน แถมนักปั่นทีม LottoNL-Jumbo อย่าง เซ็ปป์ คุสส์ และเพื่อนร่วมทีมก็มาปั่นด้วย เหมือนกับมาวอร์มอัพรอ Hammer Series เลย (ขยันตื่นจริงๆ)

 LottoNL-Jumbo ก็มาร่วมอีเวนต์กันเกือบทั้งทีม เซปป์ คุสส์ คือคนขวาสุด ฤดูกาลหน้าลองจับตามองเด็กคนนี้ดูครับ

โดยรวมการปั่นก็สนุกดีครับ ถึงจะสั้น แต่เพราะปั่นได้เร็ว ซัดได้เพลินเลยสนุกกันดี มีบางจุดที่เสี่ยงหน่อย เพราะคนเยอะเอาเรื่องและทางบีบแคบ แต่ก็เพราะไม่ต้องห่วงอะไรนี่ล่ะครับ บางคนเลยปั่นตามใจชอบ ไม่ค่อยชิดซ้าย เลยต้องอาศัยทักษะในการแหวกเพื่อแซงเยอะหน่อย (ซึ่งผมสนุก) แต่คนไม่ชินก็อาจจะต้องระวังนิดนึง แต่ก็เป็นงานใหญ่จริงๆ ครับ ตรงเส้นชัยผมได้คุยกับคนฮ่องกงหลายคน เขาก็บอกว่าดีใจที่มีงานแบบนี้ เพราะวันปกติถ้าจะปั่นในเมืองนี่แทบเป็นไปไม่ได้ (เขาไปปั่นกันบนเกาะลันเตา (Lantau) กันซะเยอะ) พอร่วมใจกันทำอีเวนต์ใหญ่ปีนึงครั้ง มันเลยยิ่งใหญ่สมใจเลย มีทีมมหาวิทยาลัยส่งมาปั่นกัน 70 คนบ้าง ทีมท้องถิ่นขาแรงบ้าง ดูสนุกกันดีมาก เสร็จงานก็ลากจักรยานกลับกันทางใครมัน จัดงานได้มีระเบียบดีมากครับ

ชักภาพที่ระลึกหลังปั่นเสร็จ

ช่วงสายถึงบ่าย เป็นอีกไฮไลต์หนึ่งคืองานแข่งระดับต่างๆ ตั้งแต่งานระดับครอบครัว งานเด็ก งานเซเล็บ แต่ที่น่าสนใจคงเป็นแข่ง Women’s Open Race และ Elite Partners Men’s Open Race ซึ่งก็เป็นงานกึ่งสมัครเล่น ทางทีมไทยเราก็ส่งพี่โป้ง Modern Dog กับนิค DTK ลงฝ่ายชาย และโปรดริงค์ Barbary Cycling กับ มินต์ ณิชชา (แบรนด์แอม Attaquer) ลงฝ่ายหญิง แต่ด้วยความที่เป็นการแข่งนอกบ้านและเราได้ข้อมูลน้อยมาก ผลการแข่งขันเลยไม่ได้เป็นอย่างที่คิดนัก แต่ก็ได้ใจกันไปเต็มๆ

ด้วยความที่ได้ข้อมูลเตรียมตัวน้อย ทำให้ก่อนแข่งพี่โป้งต้องยืมใช้เทรนเนอร์ของทีม Quick-Step Floors เพื่อวอร์มอัพก่อนแข่งแบบฉุกละหุก ในขณะที่นักปั่นเจ้าถิ่นวอร์มขากันเป็นชั่วโมง

หลังจากนั้นก็เป็น Hammer Series งานแข่งระดับโปร ซึ่งก็คงได้อ่านในรายงานของวี ไปแล้ว ผมเลยขอสรุปสั้นๆ ว่าเป็นโปรเจ็คต์ที่ฉลาดเอามากๆ เพราะไหนๆ ก็ปิดเมืองแล้วก็เอาให้คุ้มครับ และก็เป็นการกระตุ้นความสนใจที่มีต่อการแข่งขันจักรยานได้ดีเลย แถมยังสามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาปั่นและแฟนจักรยานมาชมการแข่งขันระดับโปรได้ ระหว่างการแข่งเขาก็เชิญคาเดล เอแวนส์ อดีตแชมป์ตูเดอฟรองซ์มาเป็นผู้บรรยายถึงข้างสนาม ทำให้เข้าใจการแข่งและโลกของโปรได้ดีขึ้น และข้อดีของการแข่งแบบ Hammer Series ที่ฮ่องกงคือแข่งกันกลางเมือง ทำให้ได้บรรยากาศที่แตกต่างออกไป และคนดูสามารถมาชมกันได้ง่ายมากครับ ยิ่งเป็นช่วงท้ายฤดูกาล ยิ่งทำให้การฉลองปิดท้ายดูสนุกมากขึ้น เป็นแพคเกจที่คุ้มค่ามากๆ สำหรับคนที่มาครับ (แต่ใครไม่สนโปรปั่นก็ไปเที่ยวตามสะดวกได้)

ใกล้ชิดระดับเดินไปขอลายเซ็นฟิลลิป จิลแบต์กันแบบนี้ได้

ของแถม สี่หน่อผจญภัยในแดนอีโม

วันที่สี่ ไหนๆ เอาจักรยานมาฮ่องกงแล้ว จะให้ปั่นแค่งาน Cyclothon ก็คงไม่หนำใจ ผม วี พี่โป้ง และดริงค์ ก็เลยนัดกัน ในขณะคนอื่นในกรุ๊ปเขาไปเที่ยวที่นองปิง (Ngong Ping) ก่อนกลับ แต่เราสี่คนมีเป้าหมายต่างไปคือ จะปั่นจักรยานขึ้น Victoria Peak จุดสูงสุดของเกาะฮ่องกง ซึ่งเมื่อสองปีก่อนผมมาเที่ยวด้วยรถบัสแล้วเห็นคนปั่นจักรยานขึ้นไปมันดูสนุกมาก เลยอยากขึ้น ทีแรกวีแนะนำไถโมซ่าน (Tai Mou Shan) ที่เป็นเขาสูงสุดในฮ่องกง (แต่อยู่ฝั่งแผ่นดินจีน) แต่ด้วยเวลาและความสะดวกแล้ว ดูเหมือน Victoria Peak จะเหมาะกว่า และดูเป็น monument ดีด้วย เพราะมีจุดชมวิวรอเราอยู่

วิวจากในเรือข้ามฟากมุ่งหน้าไปทางหว่านไจ๋

เราเลยนัดกันที่ท่าเรือ Star Ferry ตอน 7 โมงเช้า พอจะขึ้นเรือข้ามฟาก กลายเป็นว่าเราไปทาง Central ไม่ได้ ต้องไปทางหว่านไจ๋ (Wan Chai) แทน ก็โอเค ไม่มีปัญหาอะไร แค่ต้องมานั่งพลอตเส้นทางใหม่ เพราะเรามากับจักรยาน เขาเลยให้เรานั่งเรือชั้นล่างไป ตอนจ่ายเงินหรือคุยกับเจ้าหน้าที่ก็ออกจะวุ่นวายหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้ พอข้ามไปเกาะฮ่องกง ก็ต้องอาศัย Hammerhead Karoo ของวีช่วยนำทางไปจนถึงตีน Victoria Peak ให้ได้ ซึ่งการปั่นในฝั่งฮ่องกงนี่ก็ยากเอาเรื่อง เพราะถนนเล็ก รถเยอะ ขับเร็ว เส้นทางชวนงง ที่สำคัญคือ มีรถรางด้วย และรางนี่ล่ะครับที่เป็นตัวอันตราย ล้อจักรยานตกเข้าไปได้ง่ายมากเลย แต่เราก็รอดกันจนถึงทางขึ้นได้

ระหว่างทางเห็นป้ายคำว่า To The Peak ดูอีพิคดี เลยแวะถ่ายหน่อยโดยมีโปรดริงค์ให้เกียรติเป็นนางแบบ

การปั่นขึ้น Victoria Peak จะว่าลำบากมั้ย ก็ไม่เท่าไหร่ เพราะเราก็ปั่นบดกันขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงเองครับ น่าจะเบากว่าขึ้นเขาใหญ่อีก ระหว่างทางก็มีจุดให้จอดพักได้ มีจุดให้หลบรถให้เขาแซง แต่ต้องบอกเลยว่ารถส่วนนึงก็ขับดี เกรงใจเรา แต่บางส่วนก็ขับอีโมมาก เราเกือบโดนแท็กซี่สอยไปแล้ว ยังดีที่รอดมาได้ ระหว่างทางก็เห็นคนปั่นลงมาสองคน พอถึงข้างบน ก็ได้ของรางวัลเป็นวิวสวยๆ แต่เพราะเราถึงเช้าไป ร้านรวงเลยยังไม่เปิด มีแค่ร้านกาแฟ ก็จิบกาแฟชมวิวกันไปก่อนแยกย้ายกลับ

เห็นวิวตรงนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ฟินสุด เพราะมาได้ด้วยหยาดเหงื่อและแรงขาของตัวเอง

ส่วนการเดินทางกลับ เพราะว่ากรุ๊ปเขาเช็คเอาต์ ไปเที่ยวนองปิงกันแล้ว ผมเลยต้องฝากจักรยานไว้กับโรงแรมก่อนไปเดินเล่นในตัวเมือง แล้วค่อยหาเส้นทางไปสถานีรถไฟ Airport Express เพราะถ้าจะลากกระเป๋าจักรยานจากโรงแรมไปนี่จัดว่าไกลเอาเรื่องครับ ระยะทางเดินประมาณ 3 สถานีรถไฟใต้ดินได้เลย (Tsim Sha Tsui East – Tsim Sha Tsui – Jordan แล้วเดินต่ออีก) แต่พอคุยกับพนักงานโรงแรมทีหลัง เขามีบริการ shuttle bus ไปส่งที่สถานี Airport Express ฟรี! ก็สบายสิครับ รอหน่อยก็ได้ขึ้นรถไปสถานี Airport Express ซึ่งค่ารถไฟจากในเมืองไปสนามบินก็ 105 เหรียญ (~440 บาท) และข้อดีคือ ช่องเก็บของในขบวนรถใหญ่มาก เมื่อเทียบกับรถที่ผมเคยขึ้นอย่าง Narita Express หรือ Keio Skyliner ของญี่ปุ่น ทำให้ใส่กระเป๋าจักรยานได้อย่างสบาย เดินทางคนเดียวพอได้ไม่ลำบาก ถ้าหาทางมาที่สถานีได้

ช่องเก็บกระเป๋าเดินทางใน Airport Express จัดว่าใหญ่เอาเรื่องเลยทีเดียว

จากนั้นก็ไม่มีอะไรครับ เช็คอิน ฝากกระเป๋า สายการบินเขาก็ทำงานดี สนามบินก็ใหญ่ดี มีอะไรให้เดินชมเยอะ เดินดูนู่นดูนี่หน่อย ซักพักก็ไปรอขึ้นเครื่อง นั่งแป๊บเดียวก็กลับถึงไทยสบายๆ แล้วก็ลากกระเป๋ามาขึ้นแท็กซี่ Innova กลับบ้าน ปิดท้ายทัวร์แบบเต็มอิ่ม เพราะนอกจากจะได้ปิดเมืองปั่น ได้ชมโปรแข่งอย่างสนุก แล้วยังนอกรอบไปขึ้น Victoria Peak หนึ่งในเป้าหมายที่อยากขึ้นไว้ด้วย เรียกได้ว่าเป็น 4 วันที่คุ้มค่าสำหรับผมจริงๆ ครับ

จากที่เคยคิดว่าอยากเอาจักรยานมาปั่นที่ฮ่องกงเมื่อสองปีก่อน คราวนี้ก็สำเร็จตามเป้าหมายล่ะครับ

Author

สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น ชอบปั่นจักรยาน ฟังเพลง อ่านหนังสือ และเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบ มีผลงานหนังสือกับสำนักพิมพ์แซลมอนมา 3 เล่มแล้วจ้า

Write A Comment